<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Article &#8211; Express Plaspack</title>
	<atom:link href="https://www.expressplaspack.com/en/category/article/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.expressplaspack.com</link>
	<description>Leading manufacturer of Flexible Packaging and Rigid Packaging products</description>
	<lastBuildDate>Thu, 02 Apr 2026 13:15:51 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.8.5</generator>

<image>
	<url>https://www.expressplaspack.com/wp-content/uploads/2020/07/fav.png</url>
	<title>Article &#8211; Express Plaspack</title>
	<link>https://www.expressplaspack.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>หาทางไปต่อให้ถุงวิบวับ : ถุงวิบวับ รีไซเคิลได้</title>
		<link>https://www.expressplaspack.com/en/%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%9b%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%96%e0%b8%b8%e0%b8%87%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%9a%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%9a-4/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[outmaster]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 02 Apr 2026 13:15:51 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Article]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.expressplaspack.com/?p=4114</guid>

					<description><![CDATA[<p>จากข้อมูลงานวิจัย “The United States’ contribution...</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.expressplaspack.com/en/%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%9b%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%96%e0%b8%b8%e0%b8%87%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%9a%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%9a-4/">หาทางไปต่อให้ถุงวิบวับ : ถุงวิบวับ รีไซเคิลได้</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.expressplaspack.com/en/home-2">Express Plaspack</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>จากข้อมูลงานวิจัย “The United States’ contribution of plastic waste to land and ocean” ตีพิมพ์ในวารสาร Science Advances ฉบับวันที่ 30 ตุลาคม 2563 ทำให้ต้องตกใจเมื่อรู้ว่าประเทศไทยสร้างขยะพลาสติกต่อประชากรมากเป็นอันดับ 5 ของโลก หรือประมาณ 67 กิโลกรัม/คน/ปี และยังเป็นประเทศที่มีสัดส่วนของขยะพลาสติกปะปนอยู่ในขยะทั่วไปมากเป็นอันดับ 3 ของโลกด้วย มีพลาสติกเพียงแค่ 20 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ที่ถูกนำกลับมาใช้ประโยชน์ ที่เหลือถ้าไม่ถูกนำไปกำจัด ก็ตกค้างในสิ่งแวดล้อม และหนึ่งในนั้นก็คือ พวกถุงขนม ซองกาแฟ ฯลฯ หรือที่เราเรียกรวมกันว่า ถุงวิบวับ หรือ ถุงอลูมิเนียมฟอยล์ นั้นเอง</p>
<p>แต่ก่อนบรรจุภัณฑ์ประเภทนี้ จะถูกจัดอยู่ในกลุ่มขยะทั่วไป ที่ไม่นิยมนำไปรีไซเคิล เพราะเป็นบรรจุภัณฑ์พลาสติกหลายชั้น (Multi-Layer Plastic: MLP) ประกอบขึ้นจากพลาสติกและอะลูมิเนียม ซึ่งต้องใช้กระบวนการ รีไซเคิลที่ซับซ้อน มีค่าใช้จ่ายสูง จึงไม่คุ้มค่ากับการลงทุน สุดท้ายปลายทางจึงกลายเป็นขยะ หรือไม่ก็ถูกนำไปเผาเป็นเชื้อเพลิง RDF แต่ปัจจุบันด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยมากขึ้น จึงมีการคิดค้นนวัตกรรมนำถุงวิบวับกลับมารีไซเคิล เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ ตอบโจทย์การใช้งานหลากหลายรูปแบบ อาทิเช่น</p>
<p><img decoding="async" src="https://www.setsocialimpact.com/uploads/images/1717990371_for%20web-02.png" alt="" /></p>
<p>การนำถุงวิบวับกลับมาใช้ประโยชน์มิเพียงแต่จะช่วยลดการใช้ทรัพยากร แก้ปัญหาปริมาณขยะในหลุมฝังกลบ ยังช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพิ่มมูลค่าให้กับวัสดุเหลือใช้ และเป็นการส่งเสริมระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน</p>
<p>เพียงเท่านี้คุณก็เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยแก้ปัญหาขยะล้นเมืองและและทำให้โลกใบนี้น่าอยู่ขึ้น</p>
<p><img decoding="async" src="https://www.setsocialimpact.com/uploads/images/1716863918_MLP%20EP2for%20web-03.png" alt="" /></p>
<p>ที่มา: https://www.setsocialimpact.com/Article/Detail/77928</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.expressplaspack.com/en/%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%9b%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%96%e0%b8%b8%e0%b8%87%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%9a%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%9a-4/">หาทางไปต่อให้ถุงวิบวับ : ถุงวิบวับ รีไซเคิลได้</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.expressplaspack.com/en/home-2">Express Plaspack</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>PPWR: กฎหมายเพื่อบรรจุภัณฑ์ยั่งยืน</title>
		<link>https://www.expressplaspack.com/en/ppwr-%e0%b8%81%e0%b8%8e%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%88%e0%b8%b8%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%93%e0%b8%91%e0%b9%8c-2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[outmaster]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 02 Apr 2026 13:13:17 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Article]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.expressplaspack.com/?p=4109</guid>

					<description><![CDATA[<p>ระเบียบว่าด้วยบรรจุภัณฑ์และของเสียจากบรรจุภัณฑ์ หรือ Packaging and Packaging...</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.expressplaspack.com/en/ppwr-%e0%b8%81%e0%b8%8e%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%88%e0%b8%b8%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%93%e0%b8%91%e0%b9%8c-2/">PPWR: กฎหมายเพื่อบรรจุภัณฑ์ยั่งยืน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.expressplaspack.com/en/home-2">Express Plaspack</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ระเบียบว่าด้วยบรรจุภัณฑ์และของเสียจากบรรจุภัณฑ์  หรือ Packaging and Packaging Waste Regulation (PPWR) เป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญของสหภาพยุโรป (EU) ที่มิใช่เป็นเพียงกฎหมายบังคับ หากแต่เป็นดั่งสัญญาประชาคมต่อโลก เพื่อยุติสมัย ‘ใช้แล้วทิ้ง’ อันไร้ความรับผิดชอบและก่อปัญหาขยะบรรจุภัณฑ์ </p>
<p>นโยบายนี้ส่งแรงกระเพื่อมต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกบรรจุภัณฑ์และการบรรจุ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและเร่งรัดการบรรลุเป้าหมายของการเป็น เศรษฐกิจหมุนเวียน (circular economy) อย่างเป็นรูปธรรม</p>
<p>PPWR ผสานการคิดเชิงระบบ (systems thinking) และการคิดแบบวงจรชีวิต (lifecycle thinking)  ครอบคลุมทุกส่วนประกอบย่อยของบรรจุภัณฑ์ ภายใต้กระบวนทัศน์ใหม่คือ ‘การออกแบบเพื่อการรีไซเคิล (design for recycling)’ ซึ่งมุ่งเน้นจำกัดและห้ามใช้บรรจุภัณฑ์ที่ใช้ครั้งเดียว (single-use packaging)  ขณะเดียวกันก็ส่งเสริมและมีข้อกำหนดอย่างเคร่งครัดสำหรับบรรจุภัณฑ์ที่ใช้ซ้ำได้ (reusable packaging) เพื่อให้แน่ใจว่าสามารถใช้งานได้จริงในระบบหมุนเวียน และรีไซเคิลได้เมื่อถึงจุดสิ้นสุดวงจรชีวิต</p>
<p>การบังคับใช้ สัดส่วนวัสดุรีไซเคิล (recycled content) ในบรรจุภัณฑ์พลาสติกประเภทใหม่ก็มีความเข้มงวดและต้องดำเนินการภายในกรอบเวลาปี ค.ศ.2030 ซึ่งมิใช่เพียงการบรรลุคุณสมบัติการรีไซเคิลได้ หากแต่ต้องสามารถเก็บรวบรวม คัดแยก และนำไปแปรรูป ให้ได้วัตถุดิบที่มีคุณภาพและปลอดภัยทัดเทียมกับวัตถุดิบดั้งเดิม</p>
<p>ทั้งนี้ PPWR ยังยกระดับการจำกัดและห้ามใช้สารเคมีที่น่ากังวล หรือ restrictions on Substances of Concern (SOC) เพื่อเป็นเครื่องมือในการรับประกันว่า วัตถุดิบที่ได้จากการรีไซเคิลจะไม่ปนเปื้อนด้วยสารอันตราย และสามารถนำกลับมาใช้ได้อย่างแท้จริง ด้วยกลไกนี้จึงช่วยสร้างอุปสงค์ที่ยั่งยืนสำหรับวัตถุดิบทุติยภูมิ (secondary raw materials) และผนวกเอาการจัดการของเสียเข้าเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่คุณค่าตั้งแต่ต้นน้ำอีกด้วย</p>
<p>PPWR จะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 12 สิงหาคม ค.ศ.2026 และก่อให้เกิดข้อผูกพันโดยตรงต่อห่วงโซ่อุปทาน ผู้ประกอบการไทยที่ส่งออกผลิตภัณฑ์ไปยัง EU จำเป็นต้องทบทวนและปรับปรุงการออกแบบบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน</p>
<p>ผู้ประกอบการจะต้องจัดทำ เอกสารทางเทคนิค (technical document) เพื่อยืนยันการใช้บรรจุภัณฑ์ให้น้อยที่สุดเท่าที่จำเป็น (packaging minimization) ตลอดจนแสดงความสอดคล้อง (conformity) กับข้อกำหนดทางเทคนิค</p>
<p>นอกจากนี้ ยังต้องติดฉลากที่ชัดเจนและเป็นมาตรฐานเดียวกันทั่ว EU เพื่อให้ข้อมูลที่ถูกต้อง อำนวยความสะดวกในการคัดแยกของเสียแก่ผู้บริโภค และเป็นส่วนหนึ่งของการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต หรือ extended producer responsibility อีกด้วย</p>
<p>ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) มีความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน และพร้อมเป็นศูนย์กลางในการประสานความร่วมมือ ให้ความรู้ความเข้าใจ ตลอดจนเป็นเวทีสำคัญสำหรับแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถปรับตัวให้สอดคล้องกับข้อกำหนด และก้าวเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนในตลาดโลก</p>
<p>ที่มา: https://www.mtec.or.th/ppwr/</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.expressplaspack.com/en/ppwr-%e0%b8%81%e0%b8%8e%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%88%e0%b8%b8%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%93%e0%b8%91%e0%b9%8c-2/">PPWR: กฎหมายเพื่อบรรจุภัณฑ์ยั่งยืน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.expressplaspack.com/en/home-2">Express Plaspack</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>รวมบรรยากาศบูธและไฮไลต์โซลูชันจาก Express Plaspack ในงาน Food Pack Asia 2026</title>
		<link>https://www.expressplaspack.com/en/%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%a1%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a8%e0%b8%9a%e0%b8%b9%e0%b8%98%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%ae%e0%b9%84%e0%b8%a5%e0%b8%95-2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[outmaster]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 02 Apr 2026 13:10:01 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Article]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.expressplaspack.com/?p=4104</guid>

					<description><![CDATA[<p>รวมบรรยากาศบูธและไฮไลต์โซลูชันจาก Express Plaspack ในงาน Food...</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.expressplaspack.com/en/%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%a1%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a8%e0%b8%9a%e0%b8%b9%e0%b8%98%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%ae%e0%b9%84%e0%b8%a5%e0%b8%95-2/">รวมบรรยากาศบูธและไฮไลต์โซลูชันจาก Express Plaspack ในงาน Food Pack Asia 2026</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.expressplaspack.com/en/home-2">Express Plaspack</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>รวมบรรยากาศบูธและไฮไลต์โซลูชันจาก Express Plaspack ในงาน Food Pack Asia 2026 พาไปชมสินค้าโซลูชั่นแพ็กอาหาร ทั้งกลุ่มฟิล์ม Easy Peel Antifog  ถาดอาหารไมโครเวฟ ถ้วยขนมพร้อมทาน และแนวทางพัฒนาแพ็กเกจจิ้งอาหารให้ตอบโจทย์ตลาดยุคใหม่</p>
<p><iframe src="https://www.facebook.com/plugins/video.php?height=476&#038;href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Freel%2F1238218478519448%2F&#038;show_text=false&#038;width=267&#038;t=0" width="267" height="476" style="border:none;overflow:hidden" scrolling="no" frameborder="0" allowfullscreen="true" allow="autoplay; clipboard-write; encrypted-media; picture-in-picture; web-share" allowFullScreen="true"></iframe></p>
<p><iframe src="https://www.facebook.com/plugins/post.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Fexpressplaspack.thailand%2Fposts%2Fpfbid02YZSz7qkYNjcSBc1FN9WoUP9dHyo5mN3n6XjC5RZyFyREDP4aMq8Ea6DqZ2CedrVpl&#038;show_text=true&#038;width=500" width="500" height="653" style="border:none;overflow:hidden" scrolling="no" frameborder="0" allowfullscreen="true" allow="autoplay; clipboard-write; encrypted-media; picture-in-picture; web-share"></iframe></p>
<p><iframe src="https://www.facebook.com/plugins/post.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Fexpressplaspack.thailand%2Fposts%2Fpfbid036AYKvrcku5WExKN15PzSYYtXkX5ZXXyraYSD7M4oQ1zcLCpooSaitFJKf9ykmifXl&#038;show_text=true&#038;width=500" width="500" height="671" style="border:none;overflow:hidden" scrolling="no" frameborder="0" allowfullscreen="true" allow="autoplay; clipboard-write; encrypted-media; picture-in-picture; web-share"></iframe></p>
<p><iframe loading="lazy" src="https://www.facebook.com/plugins/post.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Fexpressplaspack.thailand%2Fposts%2Fpfbid02QPhHWfiD7PMXFUZYH8cKYt6gMGEoCa9Gp8we6RoFaneywCq3GEAAx17HJv2KPz9pl&#038;show_text=true&#038;width=500" width="500" height="652" style="border:none;overflow:hidden" scrolling="no" frameborder="0" allowfullscreen="true" allow="autoplay; clipboard-write; encrypted-media; picture-in-picture; web-share"></iframe></p>
<p><iframe loading="lazy" src="https://www.facebook.com/plugins/post.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Fexpressplaspack.thailand%2Fposts%2Fpfbid02kRaic5yZsb8zeejBjkT3DfJjTtntyBSvVHEUo1kAX2eku1PPQiMu2BKCxFMMHEPNl&#038;show_text=true&#038;width=500" width="500" height="690" style="border:none;overflow:hidden" scrolling="no" frameborder="0" allowfullscreen="true" allow="autoplay; clipboard-write; encrypted-media; picture-in-picture; web-share"></iframe></p>
<p><iframe loading="lazy" src="https://www.facebook.com/plugins/post.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Fexpressplaspack.thailand%2Fposts%2Fpfbid0yynZT5aAoHdxFeBKdErqP9fpkhe1wJvLvzt5v4DJGNu2t8k7L49mWN96SqkapeREl&#038;show_text=true&#038;width=500" width="500" height="671" style="border:none;overflow:hidden" scrolling="no" frameborder="0" allowfullscreen="true" allow="autoplay; clipboard-write; encrypted-media; picture-in-picture; web-share"></iframe></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.expressplaspack.com/en/%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%a1%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a8%e0%b8%9a%e0%b8%b9%e0%b8%98%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%ae%e0%b9%84%e0%b8%a5%e0%b8%95-2/">รวมบรรยากาศบูธและไฮไลต์โซลูชันจาก Express Plaspack ในงาน Food Pack Asia 2026</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.expressplaspack.com/en/home-2">Express Plaspack</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กฎแพ็กเกจจิ้ง EU ใหม่! SME ไทยต้องปรับตัวอย่างไร?</title>
		<link>https://www.expressplaspack.com/en/%e0%b8%81%e0%b8%8e%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b9%87%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%88%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b9%89%e0%b8%87-eu-%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%88-sme-%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%95-2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[outmaster]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 06 Mar 2026 09:52:33 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Article]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.expressplaspack.com/?p=4094</guid>

					<description><![CDATA[<p>สหภาพยุโรป (EU) ได้ยกระดับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมครั้งสำคัญผ่านกฎระเบียบใหม่ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการทั่วโลก รวมถึงธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME)...</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.expressplaspack.com/en/%e0%b8%81%e0%b8%8e%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b9%87%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%88%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b9%89%e0%b8%87-eu-%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%88-sme-%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%95-2/">กฎแพ็กเกจจิ้ง EU ใหม่! SME ไทยต้องปรับตัวอย่างไร?</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.expressplaspack.com/en/home-2">Express Plaspack</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p class="wp-block-paragraph">สหภาพยุโรป (EU) ได้ยกระดับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมครั้งสำคัญผ่านกฎระเบียบใหม่ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการทั่วโลก รวมถึงธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ของไทยที่ทำการค้ากับตลาดยุโรป กฎระเบียบนี้มุ่งเน้นไปที่การจัดการบรรจุภัณฑ์และขยะจากบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นความท้าทายและโอกาสในการปรับตัวเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน</p>
<ul class="wp-block-list">
<li>กฎระเบียบบรรจุภัณฑ์และขยะบรรจุภัณฑ์ (PPWR) ของ EU มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2568 โดยมีเป้าหมายเพื่อลดขยะและส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน</li>
<li>ข้อกำหนดสำคัญสำหรับผู้ส่งออก ได้แก่ บรรจุภัณฑ์ต้องรีไซเคิลได้ 100%, มีสัดส่วนวัสดุรีไซเคิลตามเกณฑ์, ลดการใช้วัสดุที่ไม่จำเป็น และจำกัดการใช้สารเคมีอันตราย</li>
<li>SME ไทยต้องปรับกระบวนการออกแบบและผลิตบรรจุภัณฑ์ รวมถึงการติดฉลากสินค้าส่งออก ให้สอดคล้องกับมาตรฐานใหม่ เพื่อหลีกเลี่ยงอุปสรรคทางการค้า</li>
<li>การปรับตัวตามกฎใหม่ไม่เพียงช่วยให้เข้าถึงตลาดยุโรปได้ แต่ยังเป็นโอกาสในการสร้างภาพลักษณ์แบรนด์ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมผ่านกลยุทธ์การตลาดสีเขียว (Green Marketing)</li>
<li>การวางแผนและลงทุนในบรรจุภัณฑ์ยั่งยืนเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับ SME ไทย เพื่อรักษาศักยภาพการแข่งขันและเติบโตในตลาดสากล</li>
</ul>
<p class="wp-block-paragraph">การวิเคราะห์ <strong>กฎแพ็กเกจจิ้ง EU ใหม่! SME ไทยต้องปรับตัวอย่างไร?</strong> เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้ประกอบการที่ส่งออกสินค้าไปยังสหภาพยุโรป กฎระเบียบว่าด้วยบรรจุภัณฑ์และขยะจากบรรจุภัณฑ์ หรือ <strong>Packaging and Packaging Waste Regulation (PPWR)</strong> ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่กำหนดทิศทางของอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ให้มุ่งสู่ความยั่งยืนมากขึ้น กฎหมายฉบับนี้ไม่ได้เป็นเพียงข้อบังคับ แต่เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าตลาดยุโรปให้ความสำคัญอย่างสูงต่อการจัดการสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ดังนั้น การทำความเข้าใจในรายละเอียดและเตรียมความพร้อมจึงเป็นกุญแจสำคัญในการดำเนินธุรกิจให้ราบรื่น</p>
<p class="wp-block-paragraph">กฎระเบียบ PPWR ซึ่งเริ่มมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568 มีเป้าหมายที่ชัดเจนในการลดปริมาณขยะบรรจุภัณฑ์โดยรวม, ส่งเสริมการใช้วัสดุรีไซเคิลให้แพร่หลาย, และเพิ่มอัตราการนำบรรจุภัณฑ์กลับมาใช้ซ้ำ (Re-use) กฎหมายนี้บังคับใช้กับบรรจุภัณฑ์ทุกประเภทที่วางจำหน่ายในตลาด EU โดยไม่คำนึงถึงแหล่งกำเนิด นั่นหมายความว่าสินค้าที่ผลิตและบรรจุจากประเทศไทยเพื่อส่งออกไปยุโรปจะต้องปฏิบัติตามมาตรฐานเดียวกันกับสินค้าที่ผลิตในยุโรป สิ่งนี้จึงกลายเป็นความท้าทายโดยตรงสำหรับผู้ประกอบการ SME ไทย ซึ่งอาจต้องเผชิญกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นและความซับซ้อนในกระบวนการผลิตและการส่งออก อย่างไรก็ตาม หากมองในอีกมุมหนึ่ง นี่คือโอกาสในการยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์และสร้างจุดแข็งทางการตลาดในฐานะแบรนด์ที่ใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคชาวยุโรปให้คุณค่าเป็นอย่างมาก</p>
<h2 id="h-เจาะลึกกฎระเบียบ-ppwr-ข้อกำหนดสำคัญที่ผู้ประกอบการต้องรู้">เจาะลึกกฎระเบียบ PPWR: ข้อกำหนดสำคัญที่ผู้ประกอบการต้องรู้</h2>
<p class="wp-block-paragraph">เพื่อให้สามารถปรับตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้ประกอบการจำเป็นต้องทำความเข้าใจสาระสำคัญของกฎระเบียบ PPWR ซึ่งครอบคลุมตลอดวงจรชีวิตของบรรจุภัณฑ์ ตั้งแต่การออกแบบไปจนถึงการจัดการหลังการใช้งาน โดยมีข้อกำหนดหลักที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ส่งออกดังนี้</p>
<h3 id="h-มาตรฐานการรีไซเคิลและสัดส่วนวัสดุรีไซเคิล">มาตรฐานการรีไซเคิลและสัดส่วนวัสดุรีไซเคิล</h3>
<p class="wp-block-paragraph">หนึ่งในหัวใจสำคัญของ PPWR คือการกำหนดให้บรรจุภัณฑ์ทั้งหมดที่วางจำหน่ายในตลาด EU <strong>ต้องสามารถรีไซเคิลได้ 100%</strong> ภายในปีที่กำหนด ซึ่งหมายความว่าการออกแบบบรรจุภัณฑ์จะต้องคำนึงถึงความสามารถในการนำกลับมาแปรรูปเป็นวัสดุใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดการใช้วัสดุที่ผสมผสานกันหลายชนิดจนยากต่อการแยกและรีไซเคิล นอกจากนี้ กฎยังกำหนดสัดส่วนขั้นต่ำของวัสดุรีไซเคิล (Recycled Content) ที่ต้องมีอยู่ในบรรจุภัณฑ์พลาสติกใหม่ เพื่อกระตุ้นให้เกิดตลาดสำหรับพลาสติกรีไซเคิลและลดการพึ่งพาทรัพยากรใหม่ ผู้ประกอบการไทยจึงต้องหันมาพิจารณาแหล่งที่มาของวัตถุดิบและเลือกใช้วัสดุที่มีส่วนผสมของพลาสติกรีไซเคิลตามเกณฑ์ที่ EU กำหนด เพื่อให้สินค้าสามารถผ่านการตรวจสอบและเป็นที่ยอมรับในตลาดได้</p>
<h3 id="h-การออกแบบเพื่อลดขยะ-บอกลาบรรจุภัณฑ์ที่ไม่จำเป็น">การออกแบบเพื่อลดขยะ: บอกลาบรรจุภัณฑ์ที่ไม่จำเป็น</h3>
<p class="wp-block-paragraph">PPWR มุ่งเป้าไปที่การลดปริมาณบรรจุภัณฑ์ที่เกินความจำเป็น (Over-packaging) อย่างจริงจัง โดยมีข้อห้ามชัดเจนเกี่ยวกับการใช้พื้นที่ว่างในบรรจุภัณฑ์มากเกินไป เช่น การใช้กล่องขนาดใหญ่เกินตัวสินค้า, การใช้ชั้นบรรจุภัณฑ์หลายชั้นโดยไม่มีเหตุผลด้านการป้องกันสินค้า หรือการใช้วัสดุเสริมเพื่อเติมเต็มช่องว่าง (Space Fillers) และการออกแบบที่ทำให้ดูเหมือนสินค้ามีปริมาณมากกว่าความเป็นจริง (False Bottoms) ซึ่งถือเป็นการหลอกลวงผู้บริโภค แนวทางนี้บีบให้ผู้ผลิตต้องคิดใหม่ทำใหม่ในเรื่องการออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้มีความกระชับ พอดีกับตัวสินค้า และใช้วัสดุน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้โดยยังคงฟังก์ชันการปกป้องสินค้าไว้อย่างครบถ้วน</p>
<h3 id="h-ความปลอดภัยต้องมาก่อน-ข้อจำกัดการใช้สารเคมีอันตราย">ความปลอดภัยต้องมาก่อน: ข้อจำกัดการใช้สารเคมีอันตราย</h3>
<p class="wp-block-paragraph">ความปลอดภัยของผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อมเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ PPWR ให้ความสำคัญ กฎระเบียบนี้ได้กำหนดข้อจำกัดหรือห้ามใช้สารเคมีบางชนิดที่เป็นอันตรายในวัสดุบรรจุภัณฑ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสารในกลุ่ม PFAS (Per- and Polyfluoroalkyl Substances) ซึ่งเป็นสารเคมีที่คงทนในสิ่งแวดล้อมและอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว สารเหล่านี้มักถูกใช้ในบรรจุภัณฑ์อาหารเพื่อให้มีคุณสมบัติกันน้ำและไขมัน ผู้ประกอบการไทยที่ส่งออกสินค้า โดยเฉพาะกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม จะต้องตรวจสอบส่วนประกอบทางเคมีของบรรจุภัณฑ์อย่างละเอียด และเลือกใช้วัสดุที่ปราศจากสารต้องห้ามตามข้อกำหนดของ EU เพื่อให้มั่นใจว่าสินค้ามีความปลอดภัยสูงสุด</p>
<h3 id="h-เศรษฐกิจหมุนเวียนในภาคปฏิบัติ-ส่งเสริมบรรจุภัณฑ์ใช้ซ้ำ">เศรษฐกิจหมุนเวียนในภาคปฏิบัติ: ส่งเสริมบรรจุภัณฑ์ใช้ซ้ำ</h3>
<p class="wp-block-paragraph">นอกเหนือจากการรีไซเคิลแล้ว PPWR ยังส่งเสริมแนวคิดการนำบรรจุภัณฑ์กลับมาใช้ซ้ำ (Reusable Packaging) อย่างแข็งขัน สหภาพยุโรปได้ตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนสำหรับอุตสาหกรรมต่างๆ ในการเพิ่มสัดส่วนของบรรจุภัณฑ์ที่สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้ภายในปี 2030 และสนับสนุนให้ผู้บริโภคสามารถนำภาชนะส่วนตัวมาใช้เติมสินค้าได้ (Refill) แม้ว่าข้อกำหนดนี้อาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการในยุโรปมากกว่าผู้ส่งอกจากต่างประเทศ แต่ก็เป็นแนวโน้มที่น่าจับตามอง เพราะสะท้อนให้เห็นถึงทิศทางของตลาดที่กำลังเปลี่ยนไปสู่โมเดลธุรกิจที่ยั่งยืนมากขึ้น การที่ SME ไทยเริ่มศึกษาและพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่สามารถใช้ซ้ำได้ อาจกลายเป็นจุดขายใหม่ที่สร้างความแตกต่างในอนาคต</p>
<h3 id="h-ฉลากที่ชัดเจน-เพิ่มความโปร่งใสให้ผู้บริโภค">ฉลากที่ชัดเจน: เพิ่มความโปร่งใสให้ผู้บริโภค</h3>
<p class="wp-block-paragraph">เพื่อให้ระบบการจัดการขยะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ PPWR ได้กำหนดให้มีการติด <strong>ฉลากสินค้ารีไซเคิล</strong> และข้อมูลบนบรรจุภัณฑ์ที่ชัดเจนและเป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วยุโรป ฉลากจะต้องระบุประเภทของวัสดุที่ใช้และวิธีการจัดการที่ถูกต้องหลังการใช้งาน (เช่น ควรทิ้งในถังขยะรีไซเคิลประเภทใด) เพื่อให้ผู้บริโภคและหน่วยงานจัดการขยะสามารถคัดแยกได้อย่างถูกต้อง ความโปร่งใสด้านข้อมูลนี้เป็นสิ่งสำคัญที่ผู้ประกอบการไทยต้องให้ความใส่ใจ การออกแบบฉลากสินค้าส่งออกจะต้องเป็นไปตามรูปแบบและสัญลักษณ์ที่ EU กำหนด เพื่อให้ข้อมูลแก่ผู้บริโภคอย่างครบถ้วนและถูกต้อง</p>
<blockquote><p>การเปลี่ยนแปลงสู่บรรจุภัณฑ์ยั่งยืนไม่ได้เป็นเพียงการปฏิบัติตามกฎระเบียบ แต่เป็นการลงทุนเพื่ออนาคตของแบรนด์ในตลาดโลกที่ให้ความสำคัญกับความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้นทุกวัน</p></blockquote>
<h2 id="h-แนวทางการปรับตัวสำหรับ-sme-ไทย-เปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาส">แนวทางการปรับตัวสำหรับ SME ไทย: เปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาส</h2>
<p class="wp-block-paragraph">แม้ว่ากฎระเบียบ PPWR จะดูเป็นความท้าทายที่ซับซ้อน แต่ก็เป็นโอกาสสำหรับ SME ไทยในการยกระดับผลิตภัณฑ์และสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน การเตรียมความพร้อมและวางแผนอย่างเป็นระบบจะช่วยให้การเปลี่ยนผ่านเป็นไปอย่างราบรื่น</p>
<h3 id="h-ทบทวนและออกแบบบรรจุภัณฑ์ใหม่ให้สอดคล้องกับ-ppwr">ทบทวนและออกแบบบรรจุภัณฑ์ใหม่ให้สอดคล้องกับ PPWR</h3>
<p class="wp-block-paragraph">ขั้นตอนแรกที่สำคัญที่สุดคือการทบทวนบรรจุภัณฑ์ที่มีอยู่ทั้งหมดและประเมินว่าสอดคล้องกับข้อกำหนดใหม่หรือไม่ ผู้ประกอบการควรพิจารณาออกแบบบรรจุภัณฑ์ใหม่โดยยึดหลัก “Design for Recycling” คือการออกแบบที่เอื้อต่อการรีไซเคิล เช่น การเลือกใช้วัสดุชนิดเดียว (Mono-material), การหลีกเลี่ยงการใช้สีเข้มหรือหมึกพิมพ์ที่ขัดขวางกระบวนการรีไซเคิล และการออกแบบฉลากที่ลอกออกได้ง่าย ขณะเดียวกันก็ต้องลดขนาดและน้ำหนักของบรรจุภัณฑ์ลงให้เหลือน้อยที่สุดเท่าที่จำเป็น การลงทุนในการวิจัยและพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่เป็นนวัตกรรมและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจะกลายเป็นปัจจัยสำคัญสู่ความสำเร็จ</p>
<h3 id="h-การเลือกใช้วัสดุที่ปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม">การเลือกใช้วัสดุที่ปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม</h3>
<p class="wp-block-paragraph">การเลือกใช้วัสดุเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ ผู้ประกอบการต้องทำงานอย่างใกล้ชิดกับซัพพลายเออร์เพื่อจัดหาวัสดุที่ผ่านมาตรฐาน EU โดยเฉพาะอย่างยิ่งวัสดุที่มีส่วนผสมของพลาสติกรีไซเคิลและปราศจากสารเคมีอันตรายตามที่กฎหมายกำหนด การมีเอกสารรับรองแหล่งที่มาและส่วนประกอบของวัสดุ (Material Declaration) จะช่วยให้กระบวนการตรวจสอบเป็นไปอย่างราบรื่นและสร้างความน่าเชื่อถือให้กับสินค้า การเปลี่ยนไปใช้วัสดุทางเลือกใหม่ๆ เช่น พลาสติกชีวภาพ (Bioplastics) ที่สามารถรีไซเคิลได้ หรือวัสดุที่ทำจากกระดาษที่ได้รับการรับรองจากแหล่งป่าไม้ที่ยั่งยืน (FSC) ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ</p>
<h3 id="h-พัฒนาระบบฉลากและเอกสารประกอบการส่งออก">พัฒนาระบบฉลากและเอกสารประกอบการส่งออก</h3>
<p class="wp-block-paragraph">ระบบการติดฉลากและเอกสารต้องได้รับการปรับปรุงให้เป็นไปตามมาตรฐานใหม่ทั้งหมด ผู้ประกอบการต้องศึกษาข้อกำหนดด้านการติดฉลากของ EU อย่างละเอียด ทั้งในเรื่องของสัญลักษณ์, ข้อมูลที่ต้องระบุ, และตำแหน่งการติดบนบรรจุภัณฑ์ นอกจากนี้ การเตรียมเอกสารประกอบการส่งออกที่ยืนยันว่าบรรจุภัณฑ์ได้มาตรฐาน PPWR จะช่วยลดความเสี่ยงที่สินค้าจะถูกกักหรือตีกลับที่ด่านศุลกากร การมีระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ของวัสดุบรรจุภัณฑ์จะช่วยเพิ่มความโปร่งใสและสร้างความมั่นใจให้กับผู้นำเข้าและหน่วยงานกำกับดูแล</p>
<h3 id="h-วางกลยุทธ์การตลาดสีเขียว-green-marketing-เพื่อสร้างความได้เปรียบ">วางกลยุทธ์การตลาดสีเขียว (Green Marketing) เพื่อสร้างความได้เปรียบ</h3>
<p class="wp-block-paragraph">แทนที่จะมองว่าการปรับตัวเป็นเพียงต้นทุน SME ไทยสามารถเปลี่ยนเรื่องนี้ให้เป็นจุดแข็งทางการตลาดได้ การสื่อสารให้ผู้บริโภคในยุโรปทราบว่าแบรนด์และผลิตภัณฑ์ของคุณใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมและปฏิบัติตามมาตรฐานที่เข้มงวดของ EU จะช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีและเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า การใช้ <strong>Green Marketing</strong> ผ่านช่องทางต่างๆ เช่น บนบรรจุภัณฑ์, เว็บไซต์, หรือโซเชียลมีเดีย โดยบอกเล่าเรื่องราวความมุ่งมั่นในการใช้บรรจุภัณฑ์ยั่งยืน สามารถดึงดูดกลุ่มลูกค้าที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นฐานผู้บริโภคขนาดใหญ่และมีกำลังซื้อสูงในตลาดยุโรป</p>
<h2 id="h-เปรียบเทียบแนวทางบรรจุภัณฑ์-ก่อนและหลังกฎ-ppwr">เปรียบเทียบแนวทางบรรจุภัณฑ์: ก่อนและหลังกฎ PPWR</h2>
<p><img class="entered exited" alt="" data-lazy-src="https://giantprint.co.th/image-987/" /></p>
<p class="wp-block-paragraph">เพื่อให้เห็นภาพการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ตารางด้านล่างนี้จะเปรียบเทียบแนวทางการจัดการบรรจุภัณฑ์แบบดั้งเดิมกับข้อกำหนดใหม่ภายใต้กฎระเบียบ PPWR</p>
<div class="table-container">
<table class="styled-table">
<caption>สรุปความแตกต่างที่สำคัญระหว่างแนวทางบรรจุภัณฑ์แบบเดิมและข้อบังคับใหม่ภายใต้กฎ PPWR ของสหภาพยุโรป</caption>
<thead>
<tr>
<th scope="col">คุณลักษณะ</th>
<th scope="col">แนวทางเดิม (ก่อน PPWR)</th>
<th scope="col">ข้อกำหนดใหม่ (ภายใต้ PPWR)</th>
</tr>
</thead>
<tbody>
<tr>
<th scope="row">การรีไซเคิล</th>
<td>ไม่มีข้อบังคับที่ชัดเจนว่าต้องรีไซเคิลได้ 100%</td>
<td>บังคับให้บรรจุภัณฑ์ทุกชิ้นต้องออกแบบมาให้สามารถรีไซเคิลได้อย่างมีประสิทธิภาพ</td>
</tr>
<tr>
<th scope="row">วัสดุรีไซเคิล</th>
<td>ไม่มีข้อกำหนดสัดส่วนขั้นต่ำในการใช้วัสดุรีไซเคิล</td>
<td>กำหนดสัดส่วนขั้นต่ำของวัสดุรีไซเคิล (Recycled Content) ที่ต้องใช้ในบรรจุภัณฑ์พลาสติกใหม่</td>
</tr>
<tr>
<th scope="row">การออกแบบ</th>
<td>มักมีการใช้บรรจุภัณฑ์เกินความจำเป็น (Over-packaging) เพื่อความสวยงามหรือการตลาด</td>
<td>ห้ามใช้บรรจุภัณฑ์ที่ไม่จำเป็น, ลดพื้นที่ว่าง และต้องออกแบบให้กะทัดรัด (Minimize packaging)</td>
</tr>
<tr>
<th scope="row">สารเคมี</th>
<td>การควบคุมสารเคมีอันตรายมีอยู่ แต่ไม่ครอบคลุมเท่าปัจจุบัน</td>
<td>มีข้อจำกัดที่เข้มงวดหรือห้ามใช้สารเคมีอันตราย เช่น PFAS ในวัสดุบรรจุภัณฑ์</td>
</tr>
<tr>
<th scope="row">การติดฉลาก</th>
<td>สัญลักษณ์และข้อมูลการรีไซเคิลไม่มีมาตรฐานกลางที่ชัดเจน ทำให้ผู้บริโภคสับสน</td>
<td>กำหนดให้มีระบบฉลากที่เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วยุโรป เพื่อระบุประเภทวัสดุและวิธีจัดการที่ถูกต้อง</td>
</tr>
<tr>
<th scope="row">การใช้ซ้ำ</th>
<td>เน้นการใช้งานครั้งเดียวทิ้ง (Single-use) เป็นหลัก</td>
<td>ส่งเสริมและตั้งเป้าหมายการใช้บรรจุภัณฑ์แบบนำกลับมาใช้ซ้ำ (Reusable) ในหลายอุตสาหกรรม</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<h2 id="h-สรุป-การเตรียมความพร้อมคือกุญแจสู่ความสำเร็จในตลาดยุโรป">สรุป: การเตรียมความพร้อมคือกุญแจสู่ความสำเร็จในตลาดยุโรป</h2>
<p class="wp-block-paragraph">โดยสรุปแล้ว <strong>กฎแพ็กเกจจิ้ง EU ใหม่</strong> หรือ PPWR ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญสำหรับอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ทั่วโลก และเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการ SME ไทยที่ต้องการส่งออกไปยุโรปไม่สามารถมองข้ามได้ การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ใช่เพียงอุปสรรคทางกฎหมาย แต่เป็นแรงผลักดันให้ธุรกิจต้องปรับตัวเข้าสู่มาตรฐานความยั่งยืนระดับสากล การลงทุนในการทำความเข้าใจข้อกำหนด, การวิจัยและพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม, และการปรับปรุงกระบวนการผลิตและเอกสารให้สอดคล้องกับมาตรฐานใหม่ คือสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อรักษาศักยภาพในการแข่งขันและเปิดประตูสู่โอกาสทางธุรกิจในตลาดยุโรปที่ให้คุณค่ากับความยั่งยืนอย่างแท้จริง การเริ่มต้นเตรียมความพร้อมตั้งแต่วันนี้ คือการสร้างรากฐานที่มั่นคงสำหรับความสำเร็จในระยะยาว</p>
<h2 id="h-ยกระดับบรรจุภัณฑ์ของคุณสู่มาตรฐานสากล">ยกระดับบรรจุภัณฑ์ของคุณสู่มาตรฐานสากล</h2>
<p class="wp-block-paragraph">การปรับตัวตามกฎระเบียบใหม่ของ EU อาจดูเป็นเรื่องท้าทาย แต่การมีพันธมิตรที่เชี่ยวชาญด้านการพิมพ์และบรรจุภัณฑ์สามารถช่วยให้การเปลี่ยนแปลงนี้เป็นเรื่องง่ายขึ้น ที่ <strong>GIANT PRINT</strong> เราคือโรงงานผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ครบวงจรที่พร้อมให้คำปรึกษาและบริการออกแบบผลิตบรรจุภัณฑ์ที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ไม่ว่าจะเป็นฉลากสินค้า, สติ๊กเกอร์, หรือกล่องผลิตภัณฑ์ ด้วยเครื่องพิมพ์ที่ทันสมัยและวัสดุคุณภาพสูง พร้อมทีมงานมืออาชีพที่เข้าใจความต้องการของธุรกิจ SME</p>
<p class="wp-block-paragraph">ให้ GIANT PRINT ช่วยยกระดับบรรจุภัณฑ์ของคุณให้โดดเด่นและเป็นที่ยอมรับในตลาดยุโรป</p>
<p>ที่มา: https://giantprint.co.th/eu-packaging-law-sme-thailand/</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.expressplaspack.com/en/%e0%b8%81%e0%b8%8e%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b9%87%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%88%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b9%89%e0%b8%87-eu-%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%88-sme-%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%95-2/">กฎแพ็กเกจจิ้ง EU ใหม่! SME ไทยต้องปรับตัวอย่างไร?</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.expressplaspack.com/en/home-2">Express Plaspack</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เอสซีจีซี-บางจากฯ-ปัญจวัฒนาพลาสติก เปิดตัว ‘บรรจุภัณฑ์หัวเชื้อน้ำมันดีเซลรักษ์โลก’ FURiO Ultra HD</title>
		<link>https://www.expressplaspack.com/en/%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%aa%e0%b8%8b%e0%b8%b5%e0%b8%88%e0%b8%b5%e0%b8%8b%e0%b8%b5-%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%af-%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%88%e0%b8%a7-4/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[outmaster]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 06 Mar 2026 09:50:50 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Article]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.expressplaspack.com/?p=4089</guid>

					<description><![CDATA[<p>นายวัฒนา พรพัฒนกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานค้าปลีกน้ำมัน กลุ่มธุรกิจการตลาด...</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.expressplaspack.com/en/%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%aa%e0%b8%8b%e0%b8%b5%e0%b8%88%e0%b8%b5%e0%b8%8b%e0%b8%b5-%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%af-%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%88%e0%b8%a7-4/">เอสซีจีซี-บางจากฯ-ปัญจวัฒนาพลาสติก เปิดตัว ‘บรรจุภัณฑ์หัวเชื้อน้ำมันดีเซลรักษ์โลก’ FURiO Ultra HD</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.expressplaspack.com/en/home-2">Express Plaspack</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div class="box-content box-content-editor undefined undefined">
<p style="text-align: left;"><strong>นายวัฒนา พรพัฒนกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานค้าปลีกน้ำมัน กลุ่มธุรกิจการตลาด บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) นายชาตรี เอี่ยมโสภณา ประธานเจ้าหน้าที่สายงานพาณิชย์  บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC และ ดร.พิรุฬห์ เหมมณฑารพ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปัญจวัฒนาพลาสติก จำกัด (มหาชน)</strong> ร่วมกันเปิดตัว “บรรจุภัณฑ์รักษ์โลก” พัฒนาจากเม็ดพลาสติกรีไซเคิลคุณภาพสูง สำหรับผลิตภัณฑ์หัวเชื้อน้ำมันดีเซลเกรดพรีเมียม “FURiO Ultra HD” (ฟิวริโอ อัลตร้า เอชดี) โดยมีวัตถุดิบต้นทางจากวัสดุใช้แล้วในครัวเรือนนำมาปรับปรุงคุณสมบัติด้วยสูตรเฉพาะ ทำให้มีความแข็งแรง ทนทาน สามารถใช้งานได้อย่างปลอดภัย โดยออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้มีรูปลักษณ์ที่โดดเด่นสวยงาม และตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในทุกด้าน ตั้งแต่การใช้งาน การขนส่ง การจัดเก็บ</p>
<div class="box-content box-content-editor undefined undefined">
<blockquote>
<h5 style="text-align: left;">อีกทั้งยังผ่านการรับรองจาก Global Recycled Standard (GRS) สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ถึงแหล่งที่มาของวัตถุดิบในการผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิล บรรจุภัณฑ์รักษ์โลกนี้มีส่วนผสมของเม็ดพลาสติกรีไซเคิล 30% จาก <span style="color: #0000ff;"><a style="color: #0000ff;" href="https://www.scgchemicals.com/uploads/SCGC-GREEN-POLY-Brochure-V2024-2905-resize.pdf">SCGC GREEN POLYMER<sup>TM</sup></a></span> ช่วยลดปริมาณขยะพลาสติกในประเทศไทย อีกทั้งช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 25% เมื่อเทียบกับการใช้บรรจุภัณฑ์แบบเดิม คิดเป็นปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดลง 26 ตันต่อปี</h5>
</blockquote>
</div>
<div class="box-content box-content-editor undefined undefined">
<p style="text-align: left;"><strong>บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัทพลังงานที่นำนวัตกรรมสีเขียวมาใช้ในการดำเนินธุรกิจมาอย่างต่อเนื่อง บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC ผู้เชี่ยวชาญด้านนวัตกรรมพอลิเมอร์เพื่อความยั่งยืน และบริษัท ปัญจวัฒนาพลาสติก จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ที่มีมาตรฐานคุณภาพในระดับสูง และให้ความใส่ใจในเรื่องการรักษาสิ่งแวดล้อม ได้ร่วมกันพัฒนา “บรรจุภัณฑ์รักษ์โลก” สำหรับผลิตภัณฑ์หัวเชื้อน้ำมันดีเซลเกรดพรีเมียม “FURiO Ultra HD” ที่มีสารชะล้างทำความสะอาดหัวฉีดระดับ Clean up และสารเพิ่มค่าซีเทนคุณภาพสูง เหมาะสำหรับเติมผสมในรถเครื่องยนต์ดีเซลทุกประเภท และมีแผนการพัฒนาต่อยอดความร่วมมือในการใช้เม็ดพลาสติกรีไซเคิลสำหรับบรรจุภัณฑ์ประเภทอื่น ๆ ในอนาคตเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน</strong></p>
<p>ที่มา: https://www.scgchemicals.com/th/articles/news/1725419041</p>
</div>
</div>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.expressplaspack.com/en/%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%aa%e0%b8%8b%e0%b8%b5%e0%b8%88%e0%b8%b5%e0%b8%8b%e0%b8%b5-%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%af-%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%88%e0%b8%a7-4/">เอสซีจีซี-บางจากฯ-ปัญจวัฒนาพลาสติก เปิดตัว ‘บรรจุภัณฑ์หัวเชื้อน้ำมันดีเซลรักษ์โลก’ FURiO Ultra HD</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.expressplaspack.com/en/home-2">Express Plaspack</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>(Not so) biodegradable – there is no such thing as environmentally-friendly plastic</title>
		<link>https://www.expressplaspack.com/en/not-so-biodegradable-there-is-no-such-thing-as-environmentally-friendly-plastic-4/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[outmaster]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 23 Feb 2026 16:32:24 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Article]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.expressplaspack.com/?p=4083</guid>

					<description><![CDATA[<p>Biodegradable plastics are still plastics...</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.expressplaspack.com/en/not-so-biodegradable-there-is-no-such-thing-as-environmentally-friendly-plastic-4/">(Not so) biodegradable – there is no such thing as environmentally-friendly plastic</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.expressplaspack.com/en/home-2">Express Plaspack</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>Biodegradable plastics are still plastics – they are intended for short-lived use and often stay in the environment for a very long time before they actually degrade. After years of raising awareness about this simple truth, we managed to convince the European Commission to finally say it: producing plastics with biodegradability properties is not a solution to littering.</p>
<div class="row mt-0">
<div class="col-lg-9 col-md-12">
<article>
<div class="intro-text">
<p>Single-use alternatives labelled as ‘compostable’, ‘biodegradable’ or ‘bio-based’ are more and more popular. This creates confusion not only among consumers, but among lawmakers and NGOs too. Bans on single-use plastic are being introduced across the world, but their results will be watered down if ‘bio’ plastics are granted inappropriate exemptions.</p>
<p>This is why back in 2019 we were particularly relieved to see that the <a href="https://eur-lex.europa.eu/eli/dir/2019/904/oj">European Single Use Plastics Directive</a> explicitly covered ‘bio-based and biodegradable plastics regardless of whether they are derived from biomass or are intended to biodegrade over time’, a tangible sign that our advocacy efforts brought results.</p>
<p><strong>Plastic Myth-busters</strong></p>
<p>‘Compostable’ plastics do not vanish into the environment. They require specific conditions to biodegrade in industrial composting plants (such as defined temperature, microorganisms, oxygen, moisture and time). In natural conditions<a href="https://ecostandard.org/wp-content/uploads/2019/10/ECOS-FACTSHEET-BIODEGRADABLE-PLASTICS-1.pdf" target="_blank" rel="noopener noreferrer">, the plastics may biodegrade slowly or not at all</a>, or fragment into microplastics. In fact, the only effective way to tackle the pressure plastics pose on the oceans is reducing their use, boosting reuse and – as a last resort – recycling them.</p>
<p>We have raised awareness about many false assumptions surrounding biodegradable plastics. In countless webinars, events and in meetings with policymakers, we have explained how ‘plastic biodegradability’ really works, why the technical standards behind need to be improved, and why the only effective way to tackle the pressure plastics pose on the environment is reducing their use.</p>
<p>In our myth-busting quest, we have produced position papers, <a href="https://ecostandard.org/wp-content/uploads/2019/10/ECOS-FACTSHEET-BIODEGRADABLE-PLASTICS-1.pdf" target="_blank" rel="noopener noreferrer">factsheets</a> and <a href="https://ecostandard.org/wp-content/uploads/Rethink-Plastic-infographic-Bioplastics.pdf" target="_blank" rel="noopener noreferrer">infographics</a>, often teaming up with prominent international non-profit partners in the <a href="https://rethinkplasticalliance.eu/" target="_blank" rel="noopener noreferrer">Rethink Plastic alliance</a>.</p>
<p><strong>Standards for truly biodegradable plastics</strong></p>
<p>There exists a wide array of standards specifying the conditions for plastic to biodegrade. They are used, for example, to determine the compostability of plastics, assess chemical characteristics and ecotoxicity, and degradation in industrial composting or home composting conditions. However, they still present considerable shortcomings, which, in turn, have a great environmental impact: if the method describing how a plastic product behaves in the composting bin is imperfect or does not reflect real-life conditions, the product is simply not truly compostable.</p>
<p><em> </em>For years, we have worked to make these standards more robust, for example, to avoid confusion between ‘home composting’ and ‘industrial composting’ conditions – or to ensure lab tests are performed under realistic conditions. We managed to introduce more restrictive requirements in a number of standards for ‘biodegradable’ and ‘compostable’ plastics, for instance to minimise the presence of non-biodegradable constituents (such as additives).</p>
<p>While standards are important, restrictions placed by public authorities on plastic use are crucial. The fact that both the Plastics Strategy and the SUP Directive treat biodegradable products as regular plastic, is indeed very encouraging. But the job is nowhere near done: in 2019, the European Chemicals Agency (ECHA) published new rules limiting the use of single-use plastics, but <a href="https://ecostandard.org/news_events/biodegradable-plastics-a-convenient-solution-for-failed-plastic-prevention-policies/" target="_blank" rel="noopener noreferrer">they granted too wide exemptions to so-called ‘biodegradable’ plastics</a>. As a response, we <a href="https://ecostandard.org/wp-content/uploads/2019/06/Position-paper-ECOS-ECHA-proposal.pdf" target="_blank" rel="noopener noreferrer">launched an action</a> to tell ECHA that their biodegradation criteria were not sufficient. Following our calls, the ECHA restriction for biodegradable plastics were improved in 2020.</p>
<p><em> </em><strong>The best type of plastic? The one that is not produced</strong></p>
<p>Improving test methods, rules and standards for ‘biodegradable’ and ‘compostable’ plastics is essential, and an important part of our work. But the only solution to fight the plastic crisis is to cut its production. Policymakers must promote long-lasting products and pave the way to eliminating lightweight and short-lived plastic products – which inevitably end up piling up in our oceans and in the environment as microplastics. ECOS will be there to make sure this message is heard, and that consumers are not misled into believing otherwise by false green claims on plastic products.</p>
</div>
</article>
</div>
</div>
<div class="row related-work-row">
<div class="col-md-12">
<div class="related-work">ที่มา: https://ecostandard.org/not-so-biodegradable-there-is-no-such-thing-as-environmentally-friendly-plastic/</div>
</div>
</div>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.expressplaspack.com/en/not-so-biodegradable-there-is-no-such-thing-as-environmentally-friendly-plastic-4/">(Not so) biodegradable – there is no such thing as environmentally-friendly plastic</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.expressplaspack.com/en/home-2">Express Plaspack</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>7 สินค้าบ้านๆ ใน ‘7-Eleven’ ขายดีจนโกยยอดทะลุ ‘ร้อยล้านบาท’</title>
		<link>https://www.expressplaspack.com/en/7-%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%86-%e0%b9%83%e0%b8%99-7-eleven-%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%94%e0%b8%b5-2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[outmaster]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 23 Feb 2026 16:29:49 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Article]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.expressplaspack.com/?p=4078</guid>

					<description><![CDATA[<p>แนวโน้มการเติบโตของสินค้า SMEs นอกจากคุณภาพที่ดีถูกใจผู้บริโภค ช่องทางการขายก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่จะช่วยเพิ่มการมองเห็นให้กับแบรนด์ อย่างในอดีตก็มีธุรกิจสาหร่ายทอดติดสปีดจากการวางขายในร้านสะดวกซื้อ “เซเว่น-อีเลฟเว่น” (7-Eleven)...</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.expressplaspack.com/en/7-%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%86-%e0%b9%83%e0%b8%99-7-eleven-%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%94%e0%b8%b5-2/">7 สินค้าบ้านๆ ใน ‘7-Eleven’ ขายดีจนโกยยอดทะลุ ‘ร้อยล้านบาท’</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.expressplaspack.com/en/home-2">Express Plaspack</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div id="paragraph-1" class="content-detail" data-news-content="company">
<p>แนวโน้มการเติบโตของสินค้า SMEs นอกจากคุณภาพที่ดีถูกใจผู้บริโภค ช่องทางการขายก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่จะช่วยเพิ่มการมองเห็นให้กับแบรนด์ อย่างในอดีตก็มีธุรกิจสาหร่ายทอดติดสปีดจากการวางขายในร้านสะดวกซื้อ <strong>“เซเว่น-อีเลฟเว่น”</strong> (<strong>7-Eleven</strong>) เมื่อ 17 ปีที่แล้ว จนกลายเป็น <strong>“วัยรุ่นพันล้าน” </strong>ด้วยวัยเพียง 25 ปีเท่านั้น</p>
<p>มาวันนี้มีธุรกิจ SMEs มากมายได้รับการตอบรับที่ดี โดยเฉพาะหมวดของกินที่ขายได้ทุกวัน จากรายได้หลักสิบล้านสู่ร้อยล้าน บางรายกลายเป็นนักธุรกิจพันล้านได้สำเร็จภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่ปี <strong>“กรุงเทพธุรกิจ”</strong> คัดมาให้เน้นๆ 7 สินค้า จาก 7 ผู้ประกอบการ ที่มีสินค้าวางขายในร้านเซเว่น-อีเลฟเว่น ด้วยกราฟการเติบโตที่น่าสนใจไม่น้อย</p>
<picture><source srcset="https://image.bangkokbiznews.com/uploads/images/contents/w1024/2025/02/sTQl1szMLMIYonZrTASr.webp?x-image-process=style/xs-webp" type="image/webp" media="(max-width: 450px)" /><source srcset="https://image.bangkokbiznews.com/uploads/images/contents/w1024/2025/02/sTQl1szMLMIYonZrTASr.webp?x-image-process=style/md-webp" type="image/webp" media="(max-width: 690px)" /><img loading="lazy" decoding="async" class="img-fluid w-100 showcaption-false" src="https://image.bangkokbiznews.com/uploads/images/contents/w1024/2025/02/sTQl1szMLMIYonZrTASr.webp?x-image-process=style/lg-webp" alt="7 สินค้าบ้านๆ ใน ‘7-Eleven’ ขายดีจนโกยยอดทะลุ ‘ร้อยล้านบาท’" width="819" height="1024" /></picture>
<h2>“King Chef” มีเจ้าของเป็นอดีตผู้บริหาร “พรานทะเล”</h2>
<p>สินค้าขายดีของ <strong>“คิงเชฟ”</strong> (<strong>King Chef</strong>) คือ บรรดากิมจิพร้อมรับประทานที่มีให้เลือกหลายแบบ ไม่ว่าจะเป็นกิมจิมะละกอ กิมจิกะหล่ำปลี กิมจิแตงกวา หัวไชเท้าดอง กิมจิกรอบ ฯลฯ แต่ที่ขายดีสุดๆ คือ เมนูรับประทานง่ายอย่าง <strong>“กิมจิผักกาดขาว”</strong> โดยคอนเซปต์ของแบรนด์ คือ ฉีกปากถุง เท แล้วกินได้เลย</p>
<p>สำหรับ <strong>“คิงเชฟ”</strong> อยู่ภายใต้การดูแลของ <strong>“บริษัท<a class="credenLinkCompany" href="https://data.creden.co/company/general/0585560000090?kc=8c4d226ed3a847fa96457ca82b6d8bf264b8070335f7e" target="_blank" rel="nofollow noopener"> คิงส์ วิช </a>จำกัด” </strong>ก่อตั้งขึ้นในปี 2560 หรือราวๆ 7-8 ปีก่อนหน้า โดยบริษัทมีรายชื่อผู้ถือหุ้นทั้งหมด 4 คน ได้แก่ อนุรัตน์ โค้วคาสัย สัดส่วน 51.33% วริยา ธาวนพงษ์ สัดส่วน 28% ชัชนะ ชูเมือง 16% และวิมพ์วิภา ธาวนพงษ์ 4.67% ซึ่งทั้งหมด คือ กลุ่มอดีตผู้บริหาร <strong>“พรานทะเล”</strong> รวมถึง <strong>“พรานเฟรช” </strong>ในเครือด้วย</p>
</div>
<div class="sc-fqkvVR ghmEoX">
<div class="desktop">
<div class="sc-eqUAAy esMRQM ads-inarticle-2"></div>
</div>
</div>
<div id="paragraph-2" class="content-detail" data-news-content="company">
<p>ผลประกอบการย้อนหลังของ <strong>“คิงเชฟ” </strong>มีการเติบโตเพิ่มขึ้นทุกปี ทั้งส่วนของรายได้ และกำไรสุทธิ จากปี 2560 ที่มีรายได้รวม <strong>“361 ล้านบาท”</strong> กำไรสุทธิ <strong>“362,651 บาท”</strong> ปี 2566 คิงเชฟทำรายได้อยู่ที่ <strong>“2,271 ล้านบาท”</strong> และมีกำไรสุทธิ <strong>“4.8 ล้านบาท”</strong> นอกจากบรรดากิมจิพร้อมรับประทาน กลุ่มอดีตผู้บริหารพรานทะเลก็ไม่ทิ้งลายความถนัดเดิม เพราะยังมีสินค้าพร้อมรับประทานอื่นๆ อย่างข้าวต้มปลากะพง ข้าวต้มปลาเก๋า ข้าวต้มปลาแซลมอน ข้าวผัดปู ฯลฯ เป็นต้น</p>
<h2>“ขนมบ้านทองหยอด” จุดกำเนิดของโรงเรียนแบดมินตันบ้านทองหยอด</h2>
<p>ไม่ใช่ความบังเอิญที่ขนมไทยในเซเว่น-อีเลฟเว่น มีชื่อเดียวกับแหล่งผลิตนักแบดมินตันทีมชาติ เพราะขนมไทยบ้านทองหยอด ภายใต้การผลิตของ <strong>“บริษัท<a class="credenLinkCompany" href="https://data.creden.co/company/general/0735557004444?kc=8c4d226ed3a847fa96457ca82b6d8bf264b8070335f7e" target="_blank" rel="nofollow noopener"> บีทีวาย ฟู้ด </a>จำกัด”</strong> คือธุรกิจแรกสุดของ <strong>“กมลา ทองกร” </strong>หรือที่เด็กๆ นักกีฬาเรียกว่า <strong>“แม่ปุก”</strong> ทำธุรกิจขายขนมไทยบรรดาทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง ลูกชุบ รวมถึงขนมหวานอื่นๆ อีกหลายอย่าง แต่ด้วยความชอบส่วนตัวของ <strong>“กมลา”</strong> ทำให้เกิดโรงเรียนบ้านทองหยอดขึ้นในเวลาต่อมา</p>
<p>ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดบนชั้นวางเซเว่น-อีเลฟเว่น คือ <strong>ชุดขนมทองมงคล</strong> ประกอบไปด้วยขนมสีเหลืองทอง 4 อย่าง ด้วยราคาเพียง 27 บาท จึงเหมาะสำหรับการซื้อกินเอง รวมถึงซื้อทำบุญใส่บาตรในโอกาสพิเศษตามความเชื่อของคนไทยด้วยชื่อและความหมายอันเป็นสิริมงคลนั่นเอง</p>
<picture><source srcset="https://image.bangkokbiznews.com/uploads/images/contents/w1024/2025/02/wLT7KJM3uKZyIwpfwkAE.webp?x-image-process=style/xs-webp" type="image/webp" media="(max-width: 450px)" /><source srcset="https://image.bangkokbiznews.com/uploads/images/contents/w1024/2025/02/wLT7KJM3uKZyIwpfwkAE.webp?x-image-process=style/md-webp" type="image/webp" media="(max-width: 690px)" /><img loading="lazy" decoding="async" class="img-fluid w-100 showcaption-false" src="https://image.bangkokbiznews.com/uploads/images/contents/w1024/2025/02/wLT7KJM3uKZyIwpfwkAE.webp?x-image-process=style/lg-webp" alt="7 สินค้าบ้านๆ ใน ‘7-Eleven’ ขายดีจนโกยยอดทะลุ ‘ร้อยล้านบาท’" width="1536" height="1024" /></picture>
</div>
<div class="widget-content related-news-desktop">
<div class="widget-content-title">
<div class="related-news fw-500">เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง</div>
</div>
<div class="block-content">
<ul class="block-list">
<li>
<div class="card-h ">
<div class="card-h-thumb "><picture class="resolution-image"><source srcset="https://image.bangkokbiznews.com/uploads/images/md/2023/10/fqyfswnVxeE5DNT5rUlu.webp?x-image-process=style/SS-webp" type="image/webp" media="(max-width: 767px)" /><source srcset="https://image.bangkokbiznews.com/uploads/images/md/2023/10/fqyfswnVxeE5DNT5rUlu.webp?x-image-process=style/SS" type="image/jpeg" media="(max-width: 767px)" /><source srcset="https://image.bangkokbiznews.com/uploads/images/md/2023/10/fqyfswnVxeE5DNT5rUlu.webp?x-image-process=style/XS-webp" type="image/webp" /><img decoding="async" class="" src="https://image.bangkokbiznews.com/uploads/images/md/2023/10/fqyfswnVxeE5DNT5rUlu.webp?x-image-process=style/XS" alt="แกะรายได้ ‘เครื่องปรุงครัวไทย’ ขายหลักสิบ โกย ‘หมื่นล้าน’" width="100%" height="100%" /></picture></div>
<div class="card-h-content ">
<h3 class="card-h-content-title text-excerpt-2">แกะรายได้ ‘เครื่องปรุงครัวไทย’ ขายหลักสิบ โกย ‘หมื่นล้าน’</h3>
<div class="card-h-content-meta "><span class="date">19 ต.ค. 2566 | 16:38</span></div>
</div>
</div>
</li>
</ul>
</div>
</div>
<div id="paragraph-3" class="content-detail" data-news-content="company">
<p>สำหรับผลประกอบการของ <strong>“บริษัท<a class="credenLinkCompany" href="https://data.creden.co/company/general/0735557004444?kc=8c4d226ed3a847fa96457ca82b6d8bf264b8070335f7e" target="_blank" rel="nofollow noopener"> บีทีวาย ฟู้ด </a>จำกัด”</strong> ทำรายได้ทะลุ <strong>“ร้อยล้านบาท”</strong> ได้ตั้งแต่ปี 2562 หลังจากนั้นก็มีการเติบโตเพิ่มขึ้นทุกปี กระทั่งปี 2566 ทำรายได้แตะ <strong>“204 ล้านบาท”</strong> พร้อมกับกำไรสุทธิ <strong>“5.2 ล้านบาท”</strong> ปัจจุบันธุรกิจขนมไทยบ้านทองหยอดถูกส่งต่อให้กับทายาทรุ่นที่ 2 <strong>“ภาณุวัฒก์ เงินศรีสุข”</strong> ลูกชายคนกลางของกมลาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว</p>
<h2>“ผักโขมอบชีส” ที่ขายดี จนยักษ์สะดวกซื้อชวนไปวางขาย</h2>
<p>แบรนด์ผักโขมอบชีส และมักกะโรนีชีสเบคอนในเซเว่น-อีเลฟเว่น ที่ติดอันดับสินค้าขายดีทะลุ <strong>“ร้อยล้านบาท”</strong> มีจุดเริ่มต้นจากครัวหลังบ้านเล็กๆ ของ <strong>“ชณา วศุวัต”</strong> ผู้ก่อตั้ง และเจ้าของแบรนด์ <strong>“Reo’s Deli”</strong> เริ่มจากทำอาหารไว้รองรับคนสนิท นำไปฝากร้านอาหารญาติพี่น้องขายจนหมดเกลี้ยงภายในระยะไม่นาน จนกระทั่งเข้าสู่ตลาดโมเดิร์นเทรด จากหลากหลายเมนูพบว่า <strong>“ผักโขมอบชีส” </strong>ขายดี และหมดไวที่สุด จึงหันมาโฟกัสที่การพัฒนา <strong>“Hero Product” </strong>กระทั่ง เครือซีพีชวนมาวางขายที่ร้านเซเว่น-อีเลฟเว่น</p>
<p><strong>“ชณา” </strong>เคยให้สัมภาษณ์ไว้กับช่อง SME Manager เมื่อ 2-3 ปีก่อนหน้าว่า มียอดขายสูงสุดถึง 16,000 กล่องต่อวัน รายได้เติบโตต่อเนื่องมา 4 ปีแล้ว ซึ่งหากย้อนดูผลประกอบการของ <strong>“บริษัท<a class="credenLinkCompany" href="https://data.creden.co/search?q=%E0%B9%81%E0%B8%A7%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%8B%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%AA%E0%B8%8B%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%94&amp;type_search=keyword&amp;kc=8c4d226ed3a847fa96457ca82b6d8bf264b8070335f7e" target="_blank" rel="nofollow noopener"> แวลู่ ซอร์สซิ่ง </a>จำกัด”</strong> ก็จะพบว่า ตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมา ทั้งรายได้ และกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และสามารถขึ้นไปแตะที่หลักร้อยล้านได้สำเร็จในปี 2564 กระทั่งปี 2566 ทะยานสู่ <strong>“203 ล้านบาท” </strong></p>
<p><strong><picture><source srcset="https://image.bangkokbiznews.com/uploads/images/contents/w1024/2025/02/DXwR9Vn7FcSqP4EZUGZM.webp?x-image-process=style/xs-webp" type="image/webp" media="(max-width: 450px)" /><source srcset="https://image.bangkokbiznews.com/uploads/images/contents/w1024/2025/02/DXwR9Vn7FcSqP4EZUGZM.webp?x-image-process=style/md-webp" type="image/webp" media="(max-width: 690px)" /><img loading="lazy" decoding="async" class="img-fluid w-100 showcaption-false" src="https://image.bangkokbiznews.com/uploads/images/contents/w1024/2025/02/DXwR9Vn7FcSqP4EZUGZM.webp?x-image-process=style/lg-webp" alt="7 สินค้าบ้านๆ ใน ‘7-Eleven’ ขายดีจนโกยยอดทะลุ ‘ร้อยล้านบาท’" width="1024" height="1024" /></picture></strong></p>
<h2>“Grainey” กราโนล่าบาร์ที่เกิดจาก Pain Point ของคนน้ำหนักหลักร้อย</h2>
<p>ก่อนจะมาเป็นแบรนด์อาหารเพื่อสุขภาพ <strong>“เจิ้น-โสรัจ มหรรณพกุล”</strong> ผู้ก่อตั้งและเจ้าของแบรนด์ <strong>“Grainey”</strong> เคยมีน้ำหนักตัวสูงถึง 130 กิโลกรัม เขาตัดสินใจลดน้ำหนักเมื่อครั้งเรียนที่สหรัฐด้วยการปรับพฤติกรรมการกินควบคู่ไปกับการออกกำลังกาย จนกลับมามีน้ำหนักตัวตามเกณฑ์ปกติได้ภายในระยะเวลา 6 เดือน</p>
<p>กระทั่ง <strong>“โสรัจ”</strong> กลับมายังประเทศไทย เขาพบว่า ที่นี่ยังมีช่องว่างในตลาดสำหรับขนมเพื่อสุขภาพ จึงตั้งเป้าลุยทำสแน็คจากข้าวป๊อป มองว่า นี่คือ เทรนด์ที่กำลังมาในต่างประเทศ และในไทยเองก็คงมีแนวโน้มไม่ต่างกัน</p>
<p>ช่วงแรก <strong>“โสรัจ”</strong> โฟกัสไปที่การส่งออกต่างประเทศเป็นหลัก แต่ด้วยสถานการณ์ช่วงระบาดใหญ่ทำให้ต้องกลับมาทำการบ้านในประเทศมากขึ้น นำไปสู่การผลักดันสินค้าบนชั้นวางโมเดิร์นเทรด รวมถึงร้านสะดวกซื้อก็เป็นตัวเลือกแรกๆ ที่เขานึกถึง</p>
<p>ปัจจุบัน <strong>“Grainey” </strong>มีสินค้าหลากหลายประเภท ตั้งแต่กราโนล่าบาร์ คุกกี้ ข้าวป๊อป เครื่องดื่มชงรสมอลต์ ไปจนถึงของคาวอย่างโจ๊กคัพ ปีล่าสุด <strong>“บริษัท<a class="credenLinkCompany" href="https://data.creden.co/company/general/0115558009071?kc=8c4d226ed3a847fa96457ca82b6d8bf264b8070335f7e" target="_blank" rel="nofollow noopener"> ฟูลเกิ้ล </a>จำกัด”</strong> บริษัทแม่ของแบรนด์ <strong>“Grainey”</strong> มีรายได้รวม <strong>“123 ล้านบาท”</strong> กำไรสุทธิ <strong>“703,986 บาท”</strong> ซึ่งเป็นปีแรกที่แบรนด์ผลงานขึ้นสู่หลักร้อยล้านได้สำเร็จ</p>
<picture><source srcset="https://image.bangkokbiznews.com/uploads/images/contents/w1024/2025/02/Tmu1phMTOSGOyX0c5Zgz.webp?x-image-process=style/xs-webp" type="image/webp" media="(max-width: 450px)" /><source srcset="https://image.bangkokbiznews.com/uploads/images/contents/w1024/2025/02/Tmu1phMTOSGOyX0c5Zgz.webp?x-image-process=style/md-webp" type="image/webp" media="(max-width: 690px)" /><img loading="lazy" decoding="async" class="img-fluid w-100 showcaption-false" src="https://image.bangkokbiznews.com/uploads/images/contents/w1024/2025/02/Tmu1phMTOSGOyX0c5Zgz.webp?x-image-process=style/lg-webp" alt="7 สินค้าบ้านๆ ใน ‘7-Eleven’ ขายดีจนโกยยอดทะลุ ‘ร้อยล้านบาท’" width="1536" height="1024" /></picture>
<h2>“น้ำส้ม” สินค้าธรรมดาๆ แต่ขายได้วันละหมื่นขวด</h2>
<p>วางขายที่ไหนเป็นต้องหมดเกลี้ยง จนหลายๆ คนตามเก็บกันไม่ทันสำหรับน้ำส้ม <strong>“ชินเซน”</strong> น้ำส้มพาสเจอร์ไรซ์เจ้าแรกในไทยที่ได้รับเครื่องหมาย อย. แม้จะดูเป็นสินค้าทั่วไปที่หาได้ตามท้องตลาด แต่ <strong>“ชินเซน”</strong> กลับสร้างความแตกต่างได้จากการไม่ใส่วัตถุกันเสีย แต่มีอายุ <strong>“Shelf Life”</strong> ได้นานถึง 2 สัปดาห์</p>
<p><strong>“ชินเซน”</strong> ผลิตโดย <strong>“บริษัท<a class="credenLinkCompany" href="https://data.creden.co/company/general/0105556069009?kc=8c4d226ed3a847fa96457ca82b6d8bf264b8070335f7e" target="_blank" rel="nofollow noopener"> ยูชิ เอฟ แอนด์ บี </a>จำกัด”</strong> โดยปี 2566 เป็นปีแรกที่ชินเซนทำรายได้ทะลุร้อยล้านบาท พร้อมกับกำไรสุทธิ <strong>“15 ล้านบาท”</strong> ปัจจุบันในเครือยูชิมีสินค้าเพียงตัวเดียวเท่านั้น คือ น้ำส้มชินเซน แม้ราคาจะสูงกว่าท้องตลาดถึง 45 บาทต่อขวด แต่น้ำส้มชินเซนกลับขายได้ถึงวันละ 10,000 ขวด</p>
<h2>“พยัคฆ์” ชาไทยราคาน่ารัก เกิดได้เพราะเจ้าของคลั่งชาส้มหนักมาก!</h2>
<p>ท่ามกลางความดุเดือดในตลาดชาไทย ทว่า <strong>“พยัคฆ์”</strong> ขึ้นมาเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จจากการขายชาไทยบนโมเดิร์นเทรด ด้วยรสชาติความอร่อยที่พอดีกับความชอบคนไทย รวมถึงราคา และปริมาณที่เหมาะสม</p>
<p><strong>“เอก-ธิติ พัววรานุเคราะห์”</strong> เจ้าของแบรนด์ “พยัคฆ์” เคยให้สัมภาษณ์กับเพจ Beyondtech ไว้ว่า เริ่มแรกเครือพยัคฆ์ผลิตน้ำผลไม้ และน้ำสมุนไพรเป็นหลัก หลังจากนั้นก็เริ่มมองหา <strong>“Hero Product”</strong> เพื่อสร้างการเติบโตมากกว่าเดิม รวมถึงความชอบส่วนตัวในการดื่มชาเป็นชีวิตจิตใจ แต่ต้องมาพบเจอกับการรอต่อคิวซื้อชาชงแก้วต่อแก้วในทุกๆ วันจึงมาจบที่เครื่องดื่มประเภทชา-กาแฟ ที่คนนิยมดื่มทุกวัน</p>
<p>จากเครื่องดื่มราคาเกือบๆ 30 บาทต่อขวด <strong>“ธิติ”</strong> ต้องการดัมพ์ราคาลงเพื่อให้คนเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ชาไทยพยัคฆ์จึงสนนราคาไว้ที่ขวดละ 20 บาทมาจนถึงปัจจุบัน แล้วก็เป็นไปตามความตั้งใจในการปั้น <strong>“Hero Product”</strong> เพราะจนถึงตอนนี้สินค้าเรือธงของ <strong>“บริษัท<a class="credenLinkCompany" href="https://data.creden.co/company/general/0105557000291?kc=8c4d226ed3a847fa96457ca82b6d8bf264b8070335f7e" target="_blank" rel="nofollow noopener"> เก้าหมิง กรุ๊ป </a>จำกัด” </strong>ก็คือชาไทยเข้มข้นราคา 20 บาท โดยปี 2566 เป็นปีที่มีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด รายได้ขึ้นไปแตะ <strong>“53 ล้านบาท” </strong>จากปีก่อนหน้า <strong>“15 ล้านบาท” </strong></p>
<p><em><picture><source srcset="https://image.bangkokbiznews.com/uploads/images/contents/w1024/2025/02/EKasYJkQngQGsAgDzSVS.webp?x-image-process=style/xs-webp" type="image/webp" media="(max-width: 450px)" /><source srcset="https://image.bangkokbiznews.com/uploads/images/contents/w1024/2025/02/EKasYJkQngQGsAgDzSVS.webp?x-image-process=style/md-webp" type="image/webp" media="(max-width: 690px)" /><img loading="lazy" decoding="async" class="img-fluid w-100 showcaption-false" src="https://image.bangkokbiznews.com/uploads/images/contents/w1024/2025/02/EKasYJkQngQGsAgDzSVS.webp?x-image-process=style/lg-webp" alt="7 สินค้าบ้านๆ ใน ‘7-Eleven’ ขายดีจนโกยยอดทะลุ ‘ร้อยล้านบาท’" width="1536" height="1024" /></picture>&#8211;<strong>น้ำส้มคั้นชินเซน </strong>ภายใต้เครือยูชิ-</em></p>
<h2>ตำนานทรีตเมนต์ซองน้ำเงิน “Green Bio”</h2>
<p>นี่คือหนึ่งในบริษัทที่อยู่มานาน 20 กว่าปี มีชื่อเสียงจากผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมมานานหลายทศวรรษ แต่เพิ่งจะลงสู่สนามโมเดิร์นเทรดอย่างร้านสะดวกซื้อไม่กี่ปีที่ผ่านมา จากเดิมที่ต้องหาซื้อตามร้านขายสินค้าบิวตี้ <strong>“วีชมาร์ต”</strong> บริษัทแม่ของ <strong>“Green Bio” </strong>ทำทรีตเมนต์วางขายในรูปแบบซองเพียง 12 บาท</p>
<p><strong>“วีชมาร์ต”</strong> เริ่มผลิตทรีตเมนต์รูปแบบซองเพื่อจำหน่ายในเซเว่น-อีเลฟเว่น ตั้งแต่ปี 2564 และสามารถทำยอดขายเฉพาะที่ร้านเซเว่น-อีเลฟเว่น ทะลุ <strong>“ร้อยล้านบาท”</strong> ภายในปี 2566 จากรายได้รวมทั้งหมดที่ <strong>“274 ล้านบาท”</strong> ปัจจุบันผู้บริหารของเครือวีชมาร์ต คือ ทายาทรุ่นที่ 2 วัย 29 ปี ตลอดมาแบรนด์เน้นขายส่ง แต่ในเจเนอเรชันนี้จะเน้นการขายเจาะตลาดโมเดิร์นเทรดมากขึ้น</p>
<p>ที่มา: https://www.bangkokbiznews.com/business/business/1167352</p>
</div>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.expressplaspack.com/en/7-%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%86-%e0%b9%83%e0%b8%99-7-eleven-%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%94%e0%b8%b5-2/">7 สินค้าบ้านๆ ใน ‘7-Eleven’ ขายดีจนโกยยอดทะลุ ‘ร้อยล้านบาท’</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.expressplaspack.com/en/home-2">Express Plaspack</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>น้ำดื่มสิงห์ เปิดตัวขวดใสรักษ์โลก ขนาด 1.5 ลิตร รีไซเคิล 100% จำหน่ายผ่านโลตัส 30 สาขาทั่วประเทศ</title>
		<link>https://www.expressplaspack.com/en/%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%94%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b9%8c-%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%82%e0%b8%a7-4/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[outmaster]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 17 Feb 2026 16:29:25 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Article]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.expressplaspack.com/?p=4072</guid>

					<description><![CDATA[<p>กระแสน้ำดื่มขวดใสกลับมาแรงอีกครั้ง จากการที่ น้ำดื่มสิงห์ เปิดตัวบรรจุภัณฑ์ใหม่ ขวดใสรักษ์โลก...</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.expressplaspack.com/en/%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%94%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b9%8c-%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%82%e0%b8%a7-4/">น้ำดื่มสิงห์ เปิดตัวขวดใสรักษ์โลก ขนาด 1.5 ลิตร รีไซเคิล 100% จำหน่ายผ่านโลตัส 30 สาขาทั่วประเทศ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.expressplaspack.com/en/home-2">Express Plaspack</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>กระแสน้ำดื่มขวดใสกลับมาแรงอีกครั้ง จากการที่ น้ำดื่มสิงห์ เปิดตัวบรรจุภัณฑ์ใหม่ ขวดใสรักษ์โลก ไม่มีฉลากพลาสติก รีไซเคิลได้ 100% ซึ่งความเคลื่อนไหวของแบรนด์ผู้นำที่มีส่วนแบ่งตลาดกว่า 20% จะสร้าง Impact ให้เกิดขึ้นในวงกว้างได้ และน่าจะเป็นทางเลือกให้ผู้บริโภคที่ต้องการมีส่วนช่วยเรื่องรักษ์โลกให้เลือกซื้อน้ำดื่มสิงห์มากขึ้นด้วยเช่นกัน</p>
<p>สิ่งที่อาจจะเป็นข้อจำกัดในเบื้องต้นอยู่บ้างคือ เริ่มต้นจำหน่ายที่ขนาด 1.5 ลิตรก่อน และขายแบบยกแพ็ค 6 ขวดผ่านช่องทางโลตัส 30 สาขาทั่วประเทศเท่านั้น ขวดขนาดอื่น หรือขวดที่แยกขายในร้านสะดวกซื้อยังเป็นแบบมีฉลากเหมือนเดิม จากข้อกำหนดทางกฎหมายที่ผลิตภัณฑ์ต้องมีข้อมูลให้ผู้บริโภคอย่างครบถ้วน</p>
<p>พรรณทิพย์ ลีตะชีวะ ผู้อำนวยการกลุ่มการตลาดแบรนด์น็อนแอลกอฮอล์ บริษัท บุญรอดเทรดดิ้ง จำกัด บอกว่า น้ำดื่มสิงห์ พัฒนาบรรจุภัณฑ์ใหม่ “น้ำดื่มสิงห์ขวดใส” ซึ่งเป็นนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ PET 1 สามารถรีไซเคิลได้ 100% ออกแบบโลโก้ลายนูนบนขวดแทนเพื่อช่วยลดการใช้ฉลากพลาสติก และสามารถนำขวดไปรีไซเคิลได้ง่ายขึ้น โดยในการเปิดตัวน้ำดื่มสิงห์บรรจุภัณฑ์ใหม่ขวดใสรักษ์โลกนี้ จะนำร่องด้วยขนาด 1.5 ลิตร และวางจำหน่ายในรูปแบบแพ็กเท่านั้น ผ่านห้างค้าปลีกอย่างโลตัสเป็นช่องทางแรก</p>
<p>“การเลือกพัฒนาบรรจุภัณฑ์ไซส์ 1.5 ลิตร เพราะเป็นขนาดดื่มที่บ้าน เพื่อให้ผู้บริโภคที่ซื้อแบบยกแพ็ค มีความสะดวก รายละเอียดของสินค้าอยู่บนแพ็คแล้ว ขวดน้ำดื่มจึงไม่ต้องมีฉลากพลาสติกอีก ส่วนการซื้อแบบขวดแยก หรือขวดไซส์อื่น ยังมีฉลากเหมือนเดิมเพื่อให้ข้อมูลกับผู้บริโภคตามที่กฎหมายกำหนด”</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-163981" src="https://assets.brandinside.asia/uploads/2024/02/426359081_703101038690465_4690814860727128664_n.jpg" sizes="auto, (max-width: 1080px) 100vw, 1080px" srcset="https://assets.brandinside.asia/uploads/2024/02/426359081_703101038690465_4690814860727128664_n.jpg 1080w, https://assets.brandinside.asia/uploads/2024/02/426359081_703101038690465_4690814860727128664_n-240x300.jpg 240w, https://assets.brandinside.asia/uploads/2024/02/426359081_703101038690465_4690814860727128664_n-819x1024.jpg 819w, https://assets.brandinside.asia/uploads/2024/02/426359081_703101038690465_4690814860727128664_n-768x960.jpg 768w, https://assets.brandinside.asia/uploads/2024/02/426359081_703101038690465_4690814860727128664_n-696x870.jpg 696w, https://assets.brandinside.asia/uploads/2024/02/426359081_703101038690465_4690814860727128664_n-1068x1335.jpg 1068w, https://assets.brandinside.asia/uploads/2024/02/426359081_703101038690465_4690814860727128664_n-336x420.jpg 336w" alt="" width="1080" height="1350" /></p>
<p>น้ำดื่มสิงห์ สนับสนุนการเลือกใช้วัสดุ PET1 ที่สามารถรีไซเคิลได้ 100% ในขวดน้ำดื่มพลาสติก เพื่อลดปัญหาทางด้านสิ่งแวดล้อมที่อาจเกิดขึ้น การเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ขวดน้ำสิงห์  สามารถนำเข้าสู่กระบวนการ Recycle และ Upcycling ได้ทันที โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการบดคัดแยกฉลาก จึงสามารถประหยัดพลังงานและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ตั้งแต่กระบวนการผลิต กระบวนการขนส่ง จนไปถึงกระบวนการ Upcycling เพื่อสร้างเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ ต่อไป</p>
<p>กระบวนการผลิตภัณฑ์บรรจุภัณฑ์ขวดใสไม่มีฉลากพลาสติก คาดว่าจะช่วยลดปริมาณพลาสติกได้ 16 ตันต่อปี ซึ่งถือเป็นความเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ของตลาดน้ำดื่ม โดยเบื้องต้น สิงห์มีการพัฒนาโรงงานให้ผลิตขวดใสได้ 1 โรงงานที่วังน้อย และมีแผนปรับให้ผลิตได้ในอีก 4 โรงงานภายในปี 2025</p>
<p>สำหรับภาพรวมตลาดน้ำดื่ม คนไทยมีการดื่มน้ำประมาณ 3,700 ล้านลิตรต่อปี เป็นมูลค่าตลาด 38,000 ล้านบาท โดยตลาดปี 2023 มีการเติบโตจากปี 2022 ประมาณ 8.9% ซึ่งถือว่ากลับมามีอัตราการเติบโตที่ปกติเมื่อเทียบกับช่วงโควิด โดยน้ำดื่มสิงห์มีส่วนแบ่งตลาด 20% น้ำดื่มคริสตัลมีส่วนแบ่งตลาด 18.6% และน้ำดื่มเนสท์เล่ มีส่วนแบ่งตลาด 11.4%</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-163976" src="https://assets.brandinside.asia/uploads/2024/02/singha-dwc-1.jpg" sizes="auto, (max-width: 1500px) 100vw, 1500px" srcset="https://assets.brandinside.asia/uploads/2024/02/singha-dwc-1.jpg 1500w, https://assets.brandinside.asia/uploads/2024/02/singha-dwc-1-300x200.jpg 300w, https://assets.brandinside.asia/uploads/2024/02/singha-dwc-1-1024x683.jpg 1024w, https://assets.brandinside.asia/uploads/2024/02/singha-dwc-1-768x512.jpg 768w, https://assets.brandinside.asia/uploads/2024/02/singha-dwc-1-696x464.jpg 696w, https://assets.brandinside.asia/uploads/2024/02/singha-dwc-1-1068x712.jpg 1068w, https://assets.brandinside.asia/uploads/2024/02/singha-dwc-1-630x420.jpg 630w" alt="" width="1500" height="1000" /></p>
<p>นอกจากนี้ น้ำดื่มสิงห์ ได้ร่วมทำโครงการสิ่งแวดล้อมกับแบรนด์แฟชั่นของไทยอย่าง “PIPATCHARA” ยังได้สร้างผลงาน Collection พิเศษที่ผลิตจาก ขวดน้ำดื่มสิงห์ PET และฝาขวด PET และยังได้ทำโครงการ Collaboration Singha Drinking Water X Reroute Collection เป็น Special Project นำขวดน้ำดื่มสิงห์มาผลิตเป็นคอลเลกชันเสื้อผ้า เปลี่ยนแปลงคุณค่าของขวดพลาสติกสู่วัสดุรีไซเคิลที่สร้างประโยชน์ต่อไปโดยไม่รู้จบ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-163985" src="https://assets.brandinside.asia/uploads/2024/02/pack1_0.jpg" sizes="auto, (max-width: 2100px) 100vw, 2100px" srcset="https://assets.brandinside.asia/uploads/2024/02/pack1_0.jpg 2100w, https://assets.brandinside.asia/uploads/2024/02/pack1_0-300x214.jpg 300w, https://assets.brandinside.asia/uploads/2024/02/pack1_0-1024x731.jpg 1024w, https://assets.brandinside.asia/uploads/2024/02/pack1_0-768x549.jpg 768w, https://assets.brandinside.asia/uploads/2024/02/pack1_0-1536x1097.jpg 1536w, https://assets.brandinside.asia/uploads/2024/02/pack1_0-2048x1463.jpg 2048w, https://assets.brandinside.asia/uploads/2024/02/pack1_0-100x70.jpg 100w, https://assets.brandinside.asia/uploads/2024/02/pack1_0-696x497.jpg 696w, https://assets.brandinside.asia/uploads/2024/02/pack1_0-1068x763.jpg 1068w, https://assets.brandinside.asia/uploads/2024/02/pack1_0-588x420.jpg 588w" alt="" width="2100" height="1500" /></p>
<p><strong>สำหรับแคมเปญ “แยก แลก ลุ้น” ผู้บริโภคที่ซื้อน้ำดื่มสิงห์สามารถเป็นส่วนหนึ่งในการรักษ์โลก ดังนี้</strong></p>
<ol>
<li>แยก เมื่อน้ำดื่มสิงห์ ขวดใสรักษ์โลก ครบ 3 แพ็ก จะได้รับถุง Recycle Bag สำหรับแยกขวด PET เพื่อนำขวดพลาสติกที่ใช้แล้วมาคืนทุกวันอาทิตย์สิ้นเดือนที่โลตัส 30 สาขาที่ร่วมโครงการ</li>
<li>แลก ผู้บริโภคสามารถร่วมสนุกเพื่อต่อยอดการรักษ์โลก โดยขวด PET ทุกขวดที่เก็บกลับมา สามารถนำไปแลกของรางวัล เช่น กระเป๋าผ้า แก้วน้ำ Tumbler หรือลุ้นรับ เสื้อยืดลายน้ำดื่มสิงห์</li>
<li>ลุ้น ทุกยอดการซื้อ ยังมีสิทธิ์ลุ้น เสื้อผ้าคอลเลกชัน “Singha Drinking Water X Reroute” และรางวัลอื่นๆ อีกมากมาย ผ่านแอปพลิเคชัน Lotus’s SMART Apps</li>
</ol>
<div id="wpdevar_comment_1"></div>
<div>ที่มา: https://brandinside.asia/singha-drinking-water-clear-bottle-100-recycle/</div>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.expressplaspack.com/en/%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%94%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b9%8c-%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%82%e0%b8%a7-4/">น้ำดื่มสิงห์ เปิดตัวขวดใสรักษ์โลก ขนาด 1.5 ลิตร รีไซเคิล 100% จำหน่ายผ่านโลตัส 30 สาขาทั่วประเทศ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.expressplaspack.com/en/home-2">Express Plaspack</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>แนวโน้มธุรกิจ/อุตสาหกรรม ปี 2568-2570: อุตสาหกรรมพลาสติก</title>
		<link>https://www.expressplaspack.com/en/%e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b9%82%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%a1%e0%b8%98%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88-%e0%b8%ad%e0%b8%b8%e0%b8%95%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%81%e0%b8%a3-2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[outmaster]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 17 Feb 2026 16:27:36 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Article]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.expressplaspack.com/?p=4067</guid>

					<description><![CDATA[<p>ปี 2568-2570 คาดว่าอุตสาหกรรมพลาสติกจะเติบโตได้ต่อเนื่อง ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทย ช่วยเพิ่มความต้องการใช้พลาสติกของอุตสาหกรรมปลายทาง ผนวกกับนโยบายส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรม...</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.expressplaspack.com/en/%e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b9%82%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%a1%e0%b8%98%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88-%e0%b8%ad%e0%b8%b8%e0%b8%95%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%81%e0%b8%a3-2/">แนวโน้มธุรกิจ/อุตสาหกรรม ปี 2568-2570: อุตสาหกรรมพลาสติก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.expressplaspack.com/en/home-2">Express Plaspack</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ปี 2568-2570 คาดว่าอุตสาหกรรมพลาสติกจะเติบโตได้ต่อเนื่อง</strong> ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทย ช่วยเพิ่มความต้องการใช้พลาสติกของอุตสาหกรรมปลายทาง ผนวกกับนโยบายส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรม New S-Curve จากภาครัฐช่วยสนับสนุนอุตสาหกรรมพลาสติกที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของอุตสาหกรรมเหล่านี้ อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมพลาสติกจะเผชิญความท้าทายจากการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น และนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดทั้งในประเทศและตลาดส่งออก อาทิ มาตรการลดการใช้ผลิตภัณฑ์พลาสติกโดยเฉพาะแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง และการส่งเสริมการใช้พลาสติกที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ตลอดจนสนธิสัญญาด้านการจัดการพลาสติกโลก (Global Plastic Treaty) ซึ่งอยู่ระหว่างการจัดทำ จะทำให้ห่วงโซ่อุปทานของพลาสติกต้องปรับตัวสู่การลงทุนในสายการผลิตที่ใช้เม็ดพลาสติกรีไซเคิลและพลาสติกจากชีวมวลมากขึ้น จึงอาจทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น กดดันการเติบโตของรายได้และอัตรากำไร</p>
<p><strong>อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการที่มีธุรกิจครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ</strong> และมีการบริหารจัดการสต็อกวัตถุดิบ การขาย และการจัดจำหน่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพจะสามารถรักษาอัตรากำไรได้อย่างต่อเนื่อง ขณะที่ผู้ประกอบการรายเล็กจะเผชิญความท้าทายในการปรับตัวมากกว่า</p>
<h2><strong>มุมมองวิจัยกรุงศรี</strong></h2>
<p><strong>วิจัยกรุงศรีประเมินทิศทางการเติบโตของผู้ประกอบการพลาสติกในปี 2568-2570 ดังนี้</strong></p>
<ul>
<li><strong>บรรจุภัณฑ์พลาสติก: </strong>คาดว่าผลประกอบการจะเติบโตได้ต่อเนื่อง โดยผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ชนิดกึ่งแข็งกึ่งอ่อนและชนิดอ่อนจะเติบโตตามอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องเช่น อาหารและเครื่องดื่ม ภาคการค้าและการค้าออนไลน์ อย่างไรก็ตาม ความต้องการบรรจุภัณฑ์พลาสติกพื้นฐาน (เช่น ถุงหูหิ้ว) จะลดลงบ้างจากกระแสอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยผู้ประกอบการที่มีเทคโนโลยีการผลิตทันสมัย มีคุณภาพสูง และสามารถผลิตบรรจุภัณฑ์ได้หลากหลายประเภท จะรักษาระดับการเติบโตได้ในเกณฑ์ดี</li>
<li><strong>แผ่นฟิล์มพลาสติก ท่อพลาสติก หลอดและท่ออ่อน</strong> คาดว่าจะเติบโตในระดับปกติ ยกเว้นแผ่นฟิล์มพลาสติกและหลอดพลาสติกที่ใช้ในเครื่องดื่มอาจเติบโตชะลอลง จากแผนการจัดการขยะพลาสติกระยะที่ 2 ที่มีมาตรการเข้มข้นขึ้น ขณะที่ธุรกิจโดยรวมจะเผชิญการแข่งขันที่รุนแรง เนื่องจากมีผู้ประกอบการจำนวนมาก ทำให้ลูกค้ามีอำนาจต่อรองด้านราคาระดับหนึ่ง</li>
<li><strong>ผลิตภัณฑ์พลาสติกในครัวเรือน: </strong>คาดว่าจะเติบโตชะลอลงจากการแข่งขันสูง โดยเฉพาะจากผู้ประกอบการต่างชาติ เช่น จีน ซึ่งมีต้นทุนการผลิตต่ำกว่าผู้ประกอบการไทย จึงมีความเสี่ยงที่อัตรากำไรจะลดลง</li>
<li><strong>ชิ้นส่วนพลาสติกและผลิตภัณฑ์พลาสติกอื่นๆ:</strong> จะเติบโตตามการขยายตัวของอุตสาหกรรมปลายทาง อาทิ ยานยนต์และชิ้นส่วน เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องมือแพทย์ อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงของธุรกิจมาจากการแข่งขันรุนแรงจากผู้ผลิตต่างชาติ (โดยเฉพาะจีน) ซึ่งมีต้นทุนการผลิตต่ำกว่า อีกทั้งผู้ประกอบการบางรายยังคงพึ่งพาลูกค้ารายใหญ่ที่มีจำนวนจำกัด</li>
</ul>
<h2><strong>ข้อมูลพื้นฐาน</strong></h2>
<p><strong>พลาสติกเป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอน</strong> ส่วนใหญ่ได้จากการกลั่นน้ำมันดิบหรือแยกก๊าซธรรมชาติ แล้วนำเข้าสู่กระบวนการแยกสลายเพื่อให้ได้สารประกอบขนาดเล็ก อาทิ Ethylene, Propylene, Styrene, Phenol และ Acrylonitrile ซึ่งเป็นสารตั้งต้นในการผลิตเม็ดพลาสติก (Plastic resins) ประเภทต่างๆ ที่มีคุณสมบัติแตกต่างกัน เช่น ความเหนียวและการทนความร้อน ก่อนนำไปหลอมและขึ้นรูปเป็นผลิตภัณฑ์พลาสติก (ภาพที่ 1 และ Box 1) สำหรับใช้ในอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ปัจจุบันมีพลาสติกที่ทำจากทรัพยากรหมุนเวียน (Renewable resource) เช่น พลาสติกที่ทำจากกรดโพลีแลกติก (PLA) ที่ได้จากข้าวโพด อ้อย และมันสำปะหลัง ซึ่งสามารถย่อยสลายได้ทางชีวภาพและมีลักษณะการใช้งานเช่นเดียวกับพลาสติกทั่วไป</p>
<p><strong>อุตสาหกรรมพลาสติกของไทยมีมูลค่าตลาดคิดเป็นสัดส่วน 6.7% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP)</strong> (ข้อมูลล่าสุดปี 2566) และเป็นอุตสาหกรรมสนับสนุนที่เชื่อมต่อระหว่างอุตสาหกรรมปิโตรเคมี (ผลิตวัตถุดิบเม็ดพลาสติก) กับอุตสาหกรรมต่อเนื่องหลายสาขา (End-use industries) ในลักษณะของผลิตภัณฑ์พลาสติกสำเร็จรูป (Finished products) และกึ่งสำเร็จรูป (Semi-finished products) อาทิ อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ ก่อสร้าง ยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องมือแพทย์</p>
<p><img decoding="async" class="img-fluid" src="https://www.krungsri.com/getmedia/5a001337-3c1e-4092-803a-a79b93b2c494/io-plastics-2025-f1.png.aspx" alt="" /></p>
<p><img decoding="async" class="img-fluid" src="https://www.krungsri.com/getmedia/c7ad9619-02de-41c4-89d5-57b9f9208665/io-plastics-2025-th-b1.png.aspx" alt="" /><br />
<strong>กระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์พลาสติกเริ่มต้นจากการหลอมเม็ดพลาสติกด้วยความร้อนในแม่พิมพ์และทำให้เย็นเพื่อให้ได้รูปทรงที่ต้องการ </strong>อาจมีการใส่สี (Dyes) และสารเติมแต่ง (Plasticizers) เพื่อเพิ่มคุณสมบัติให้เหมาะสมต่อการใช้งาน เช่น ทนกรด/ด่าง ทนไฟ กันรังสีอัลตราไวโอเลต และเพิ่มความยืดหยุ่น ส่วนการขึ้นรูปพลาสติกทำได้หลายวิธีขึ้นกับวัตถุประสงค์และรูปแบบการใช้งานของผลิตภัณฑ์พลาสติก ประกอบด้วย <strong><em>การเป่าขึ้นรูป (Blow molding) </em></strong>เหมาะกับการผลิตขวดบรรจุภัณฑ์ อาทิ ขวดน้ำ ขวดน้ำมันเครื่อง และขวดแชมพู <strong><em>การฉีดเข้าแม่พิมพ์ (Injection molding)</em></strong> นิยมใช้ในการผลิตชิ้นส่วนอุปกรณ์ อาทิ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนรถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ของใช้ในครัวเรือนและของเล่นเด็ก <em><strong>การอัด (Compression molding) </strong></em>ส่วนใหญ่ใช้กับการผลิตผลิตภัณฑ์ที่ทำจากเมลามินประเภทจาน ชาม ถ้วย และเครื่องครัว และการรีด (Extrusion molding) นิยมใช้ผลิตถุงพลาสติก แผ่นฟิล์มบาง ท่อ PVC ท่อน้ำ และกระสอบพลาสติก <strong>โดยผลสำรวจจากสถาบันพลาสติกปี 2566 พบว่าผู้ประกอบการไทยประมาณ 36.5% ผลิตผลิตภัณฑ์พลาสติกด้วยวิธีการฉีดเข้าแม่พิมพ์ รองลงมา คือ การทำฟิล์มและการเป่าขึ้นรูป<sup>1/</sup></strong></p>
<p>ด้วยคุณสมบัติทางกายภาพและคุณสมบัติเชิงกลของพลาสติก อาทิ มีน้ำหนักเบา ง่ายต่อการขึ้นรูป สามารถควบคุมการผ่านเข้าออกของก๊าซต่างๆ ป้องกันความชื้นและมีความยืดหยุ่น ทำให้พลาสติกเข้ามามีบทบาทในการเป็นอุตสาหกรรมต้นน้ำสนับสนุนอุตสาหกรรมเฉพาะทางอีกหลายประเภท อาทิ อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ใช้พลาสติกช่วยลดน้ำหนักและอัตราการสิ้นเปลืองพลังงาน อุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้างใช้ผลิตภัณฑ์พลาสติกเพื่อความคงทนและทนการกัดกร่อนของสารเคมี และอุตสาหกรรมวัสดุอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ใช้พลาสติกช่วยเพิ่มมูลค่า (ภาพที่ 2)</p>
<p><img decoding="async" class="img-fluid" src="https://www.krungsri.com/getmedia/8dbff735-6de2-49d9-9653-dd0d5b7c939b/io-plastics-2025-f2.png.aspx" alt="" /><br />
<strong>ปี 2566 การผลิตพลาสติกทั่วโลกอยู่ที่ 413.8 ล้านเมตริกตัน เพิ่มขึ้น 3.3% จากปี 2565</strong><sup>2/ </sup>และมีมูลค่าตลาดที่ 712 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยทวีปเอเชียเป็นภูมิภาคที่มีการผลิตพลาสติกสูงสุด คิดเป็นสัดส่วนถึง 55.8% ของการผลิตพลาสติกทั่วโลก (ภาพที่ 3) โดยเฉพาะจีนมีสัดส่วนการผลิตสูงถึง 33.3% รองลงมา คือ ภูมิภาคอเมริกาเหนือ (NAFTA) มีสัดส่วนการผลิต 17.1% (นำโดยสหรัฐฯ) และยุโรป 12.3% (นำโดยเยอรมนี) สำหรับความต้องการใช้เม็ดพลาสติกในอุตสาหกรรมต่อเนื่อง พบว่า อุตสาหกรรมการผลิตบรรจุภัณฑ์ใช้เม็ดพลาสติกมากที่สุด คิดเป็น 35% ของเม็ดพลาสติกทั้งหมด รองลงมาคือ อุตสาหกรรมการผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค (23%) และอุตสาหกรรมก่อสร้าง (18%) (ภาพที่ 4)</p>
<p><img decoding="async" class="img-fluid" src="https://www.krungsri.com/getmedia/3684f4c1-e70d-49f0-a46c-add6d9f85cc1/io-plastics-2025-f3.png.aspx" alt="" /></p>
<p><img decoding="async" class="img-fluid" src="https://www.krungsri.com/getmedia/850d30ac-9379-4cbe-aac7-3e2f5384e865/io-plastics-2025-f4.png.aspx" alt="" /><br />
<strong>ประเทศไทยเป็นหนึ่งในฐานการผลิตพลาสติกที่สำคัญของโลก</strong> มีมูลค่าทางเศรษฐกิจของอุตสาหกรรมโดยรวมอยู่ที่  1.3 ล้านล้านบาท (ปี 2566) โดยมีจุดแข็งสำคัญจากอุตสาหกรรมปิโตรเคมีของไทยที่มีขนาดใหญ่และมีศักยภาพการผลิตค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในอาเซียน จึงช่วยเพิ่มจุดแข็งและความสามารถในการแข่งขันให้แก่อุตสาหกรรมเม็ดพลาสติก ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ปลายน้ำของอุตสาหกรรมปิโตรเคมี อีกทั้งผู้ประกอบการรายใหญ่ของไทยมีความพร้อมในการวิจัยและพัฒนาประสิทธิภาพของเม็ดพลาสติกเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ทำให้ไทยสามารถผลิตเม็ดพลาสติกเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมต่อเนื่องได้หลากหลายทั้งด้านคุณภาพและราคา โดยปี 2566 ไทยสามารถผลิตเม็ดพลาสติกได้สูงถึง 8.8 ล้านตัน และนำเข้าเพียง 2.4 ล้านตัน <strong>โดยเม็ดพลาสติก 49% จะถูกส่งออกไปตลาดต่างประเทศ และ 51% ถูกนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์สนับสนุนอุตสาหกรรมต่อเนื่องในประเทศ </strong>อาทิ ยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ และก่อสร้าง อุตสาหกรรมการแปรรูปผลิตภัณฑ์พลาสติก (Plastics converter) ของไทยจึงมีห่วงโซ่การผลิตที่ครอบคลุมทั้งวัตถุดิบต้นน้ำ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ก๊าซธรรมชาติในประเทศ อุตสาหกรรมกลางน้ำ ได้แก่ อุตสาหกรรมปิโตรเคมี (ผลิตเม็ดพลาสติก) และอุตสาหกรรมปลายน้ำ ได้แก่ อุตสาหกรรมปลายทางต่างๆ</p>
<p><strong>ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมแปรรูปผลิตภัณฑ์พลาสติกในประเทศมีจำนวนมากกว่า 3,217 รายในปี 2566 </strong>โดยราว 88.2% เป็นผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก (SMEs) และ 11.8% เป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ เนื่องจากการเข้าสู่ธุรกิจทำได้ไม่ยาก ใช้เงินลงทุนไม่มาก และเทคโนโลยีการแปรรูปฯ ยังอยู่ในระดับพื้นฐานและระดับกลาง ส่วนใหญ่เป็นการผลิตผลิตภัณฑ์พลาสติกที่ใช้งานทั่วไป (Commodity product) ภาวะการแข่งขันของธุรกิจจึงค่อนข้างรุนแรงและมีอัตรากำไรต่อหน่วย (Margin) ไม่สูงนัก ทั้งนี้ ผู้ประกอบการส่วนใหญ่กระจุกตัวในภาคกลาง (76.7% ของจำนวนผู้ประกอบการทั้งหมด) โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล (รวมสมุทรปราการ และสมุทรสาคร) รองลงมา คือ ภาคตะวันออก (12.2%) และภาคอีสาน (3.6%) (ภาพที่ 5) ผู้ประกอบการเกือบครึ่งอยู่ในอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ (45.5% ของผู้ประกอบการทั้งหมด) รองลงมา คือ เครื่องใช้ในครัวเรือน (12.3%) และไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (8.7%) ตามลำดับ</p>
<p><img decoding="async" class="img-fluid" src="https://www.krungsri.com/getmedia/10114e50-a18d-4da8-b9ed-44bf7bd54308/io-plastics-2025-f5.png.aspx" alt="" /><br />
<strong>อุตสาหกรรมแปรรูปผลิตภัณฑ์พลาสติกของไทยเน้นผลิตเพื่อสนับสนุนตลาดในประเทศ (ประมาณ 80% ของมูลค่าตลาด) </strong>แบ่งเป็น (1) ผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคโดยตรง เช่น เครื่องใช้ในครัวเรือน ถุงและหลอดพลาสติก และ (2) ผลิตภัณฑ์เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมต่อเนื่อง (End-use industries) โดยเฉพาะ 5 อุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ บรรจุภัณฑ์พลาสติก เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ อุปกรณ์ก่อสร้าง ชิ้นส่วนยานยนต์ และเครื่องมือและอุปกรณ์การแพทย์ <strong>ที่เหลืออีก 20% เป็นการส่งออกไปตลาดต่างประเทศ</strong> ส่วนใหญ่เป็นผลิตภัณฑ์พลาสติกเกรดทั่วไป (Commodity product) ซึ่งมีมูลค่าต่อหน่วยต่ำ อาทิ บรรจุภัณฑ์พลาสติก (มูลค่าส่งออกมีสัดส่วนสูงที่สุด) แผ่นฟิล์มชนิด Non-cellular และ Cellular โดยตลาดส่งออกหลัก ได้แก่ อาเซียน (สัดส่วน 28.5% ของมูลค่าส่งออกผลิตภัณฑ์พลาสติกทั้งหมด) ญี่ปุ่น (18.1%) และสหรัฐฯ (19.0%) ด้านการนำเข้าผลิตภัณฑ์พลาสติก อาทิ บรรจุภัณฑ์ (สัดส่วน 15.7% ของมูลค่านำเข้าผลิตภัณฑ์พลาสติกทั้งหมด) แผ่นฟิล์มชนิด Non-cellular (12.8%) และแผ่นฟิล์มชนิด Self-adhesive (11.2%) แหล่งนำเข้าหลัก ได้แก่ จีน (สัดส่วน 47.7% ของมูลค่านำเข้าทั้งหมด) ญี่ปุ่น (15.2%) และอาเซียน (13.8%) (ภาพที่ 6)</p>
<p><img decoding="async" class="img-fluid" src="https://www.krungsri.com/getmedia/4b40e9db-8200-46c7-841c-eb0514f32470/io-plastics-2025-f6.png.aspx" alt="" /><br />
<strong>โดยทั่วไป โครงสร้างต้นทุนการผลิตของผลิตภัณฑ์พลาสติกประกอบด้วย วัตถุดิบ (เม็ดพลาสติก) 70% แรงงาน 10-15% พลังงาน 8% และอื่นๆ 7-12%</strong> สำหรับ<em><strong>บรรจุภัณฑ์พลาสติก</strong></em> (มีมูลค่าการผลิตสูงที่สุด) มีต้นทุนหลัก ได้แก่ เม็ดพลาสติก (สัดส่วน 50-80% ของต้นทุนการผลิตทั้งหมด) ขณะที่ต้นทุนด้านพลังงานและแรงงานจะแตกต่างกันตามประเภทผลิตภัณฑ์และเม็ดพลาสติกที่ใช้ โดยบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่ต้องใช้เทคโนโลยีการผลิตขั้นสูงและเครื่องจักรราคาแพง ต้นทุนค่าเสื่อมราคาและอัตราดอกเบี้ยจะมีสัดส่วนค่อนข้างสูง (ภาพที่ 7) <em><strong>สะท้อนว่าการเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติจะส่งผลต่อโครงสร้างต้นทุนของผลิตภัณฑ์พลาสติกและความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรม</strong></em></p>
<p><em><strong><img decoding="async" class="img-fluid" src="https://www.krungsri.com/getmedia/069dd401-ceca-440e-b3a1-6a495c0f3e31/io-plastics-2025-f7.png.aspx" alt="" /></strong></em></p>
<h2><strong>สถานการณ์ที่ผ่านมา</strong></h2>
<p><strong>ปี 2567 อุตสาหกรรมพลาสติกของไทยเติบโตในอัตราชะลอตัว ตามภาวะเศรษฐกิจไทยที่ฟื้นตัวช้า (+2.5%) </strong>โดยความต้องการบริโภคผลิตภัณฑ์พลาสติกได้อานิสงส์จาก (1) การเติบโตของภาคบริการที่เกี่ยวเนื่องกับภาคท่องเที่ยว อาทิ กลุ่มโรงแรมและภัตตาคาร และการบริการด้านสุขภาพ (2) มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐ หนุนความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเพิ่มขึ้น อาทิ นโยบาย Free-Visa ส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้น โครงการเงิน 10,000 บาท (เดือนกันยายน) และการเร่งเบิกจ่ายเงินงบประมาณภาครัฐ ช่วยเร่งการขยายตัวของเศรษฐกิจ (3) การขยายตัวของการค้าออนไลน์ โดยพฤติกรรมผู้บริโภคยังนิยมใช้บริการ Food delivery ส่งผลให้มีความต้องการสินค้าในกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มต่อเนื่อง รวมถึงการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวันที่อุปสงค์ที่ขยายตัว หนุนความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์พลาสติกโดยเฉพาะกลุ่มบรรจุภัณฑ์</p>
<p>อย่างไรก็ตาม ความต้องการใช้เม็ดพลาสติกและผลิตภัณฑ์พลาสติกของไทยถูกกดดันจากปัจจัย อาทิ (1) กำลังซื้อในประเทศฟื้นตัวช้าโดยเฉพาะกลุ่มครัวเรือนฐานราก ซึ่งเผชิญปัญหาหนี้ครัวเรือนสูง ทำให้ผู้บริโภคเพิ่มความระมัดระวังการใช้จ่าย โดยชะลอการซื้อสินค้าคงทน เช่น บ้านและยานพาหนะ (2) สินค้าราคาถูกจากจีนหลั่งไหลเข้ามาแข่งขันด้านราคาในประเทศจำนวนมาก (3) กิจกรรมทางเศรษฐกิจทั่วโลกฟื้นตัวช้า รวมถึงจีน ซึ่งเป็นตลาดส่งออกสำคัญของไทย กดดันการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมต่อเนื่องของพลาสติก และ (4) กำลังการผลิตใหม่ของโรงงานปิโตร-เคมีที่เพิ่มขึ้นในเอเชียโดยเฉพาะจีน ทำให้มีภาวะอุปทานส่วนเกินของเม็ดพลาสติกบางผลิตภัณฑ์ (เช่น HDPE) มีผลให้ราคาปรับลดลง นอกจากนี้ ยังมีความไม่สงบในตะวันออกกลางซึ่งทำให้ราคาพลังงานผันผวนเป็นระยะกระทบต่อราคาต้นทุนวัตถุดิบ ทั้งยังทำให้การขนส่งสินค้ามีต้นทุนสูงขึ้น (ราคาน้ำมันดิบดูไบทรงตัวสูงที่ระดับเฉลี่ย 80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล) (ภาพที่ 8) ปัจจัยข้างต้นนับเป็นข้อจำกัดการเติบโตของอุตสาหกรรม</p>
<p><img decoding="async" class="img-fluid" src="https://www.krungsri.com/getmedia/f8cafe4f-3c0f-417d-965a-3d114036c349/io-plastics-2025-f8.png.aspx" alt="" /><br />
สำหรับสถานการณ์ของอุตสาหกรรมพลาสติกปี 2567 สามารถสรุปได้ดังนี้</p>
<ul>
<li><strong>ดัชนีผลผลิตเม็ดพลาสติกขยายตัวในระดับต่ำที่ 0.4% จากปี 2566 (ภาพที่ 9) แต่ยังคงสูงกว่าการขยายตัวของดัชนีฯ เฉลี่ยของอุตสาหกรรมโดยรวม (MPI) ที่หดตัวเฉลี่ย -1.8%</strong> ผลจากการผลิตเม็ดพลาสติกบางประเภท อาทิ Polyethylene terephthalate (PET) ขยายตัว 11.2% จากปี 2566 ตามความต้องการใช้บรรจุภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมปลายน้ำของพลาสติกที่ค่อนข้างอ่อนแอ ทำให้ผู้ประกอบการมีการปรับลดกำลังการผลิตให้สอดคล้องกับอุปสงค์ อาทิ ปริมาณการผลิต Polyethylene (PE) และ Polypropylene (PP) ซึ่งเป็นวัตถุดิบตั้งต้นสำหรับการผลิตพลาสติกที่ใช้ในชิ้นส่วนยานยนต์ลดลง -1.9% และ -1.4% ตามลำดับ สอดคล้องกับ MPI ของอุตสาหกรรมยานยนต์ที่หดตัว -17% เมื่อผนวกกับความสามารถในการแข่งขันของสินค้าปิโตรเคมีไทยที่ปรับลดลงเมื่อเทียบกับผู้ประกอบการในจีน สหรัฐฯ และตะวันออกกลางซึ่งมีการขยายกำลังการผลิตต่อเนื่อง และมีต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่าไทย ส่งผลให้เม็ดพลาสติกของไทยเสียส่วนแบ่งตลาดบางส่วนให้กับผู้ผลิตจากประเทศดังกล่าว จึงกระทบต่อการผลิตเม็ดพลาสติกของไทยเป็นลำดับ</li>
<li><strong>การผลิตผลิตภัณฑ์พลาสติกเพิ่มขึ้น 3.6% จากปี 2566</strong> จากการผลิตบรรจุภัณฑ์ และผลิตภัณฑ์พลาสติกกึ่งสำเร็จรูปและสำเร็จรูป หลังจากผู้ประกอบการเร่งระบายสินค้าคงคลัง (Inventory destocking) ในช่วงหลายปีก่อนหน้า นอกจากนี้ การเร่งเบิกจ่ายเงินงบประมาณภาครัฐทำให้การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานตามโครงการต่างๆ ดำเนินไปได้ต่อเนื่อง สะท้อนจากการก่อสร้างภาครัฐพลิกกลับมาเร่งตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงครึ่งหลังของปี 2567</li>
<li><strong>ยอดขายผลิตภัณฑ์พลาสติกในประเทศเพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.7% จากปี 2566 </strong>จากการขยายตัวของผลิตภัณฑ์ อาทิ พลาสติกแผ่น (+13.6%) และแผ่นฟิล์มพลาสติก (+12.8%) ขณะที่ท่อและข้อต่อพลาสติกหดตัว -4.8% ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการก่อสร้างภาคเอกชนที่ลดลง -1.7% นอกจากนี้ ยอดขายผลิตภัณฑ์พลาสติกยังได้รับผลกระทบจากมาตรการขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากประเทศที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ โดยเฉพาะจีน ทำให้มีสินค้าจากต่างประเทศบางส่วนเข้ามาสู่ไทยมากขึ้น เมื่อผนวกกับความต้องการของผู้บริโภคที่ชะลอลง ทำให้ยอดขายโดยรวมเติบโตอย่างจำกัด</li>
<li><strong>ปริมาณส่งออกเม็ดพลาสติกและผลิตภัณฑ์พลาสติกขยายตัว 0.2% และ 12.2% ตามลำดับ</strong> โดยการส่งออก<em><strong>เม็ดพลาสติก</strong></em>เพิ่มขึ้นในกลุ่ม Polyacetal (POM) ซึ่งใช้ในการผลิตยานยนต์ มีการส่งออกเพิ่มขึ้น 14.7% สอดคล้องกับยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลกปี 2567 ที่เพิ่มขึ้นถึง 25.0% ต่อเนื่องจากปี 2566 ที่เพิ่มขึ้น 35% สำหรับการส่งออกเม็ดพลาสติกหลัก เช่น Polyethylene (PE) หดตัว -4.1% จากปี 2566 ตามการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกและอุปทานใหม่ที่เพิ่มเข้ามาซึ่งมากกว่าครึ่งเป็นอุปทานที่มาจากจีน โดยปริมาณส่งออกไปตลาดหลัก อาทิ จีน (สัดส่วน 26.9% ของการส่งออกเม็ดพลาสติก) หดตัว -7.1% และอินเดีย หดตัว -6.0% ด้านปริมาณนำเข้าเม็ดพลาสติกอยู่ที่ 2.8 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 11% จากปีก่อนหน้า (ภาพที่ 10) สำหรับปริมาณส่งออก<em><strong>ผลิตภัณฑ์พลาสติก</strong></em>เพิ่มขึ้นในกลุ่มถุง กระสอบพลาสติก แผ่นฟิล์ม พลาสติกปูพื้น เครื่องใช้พลาสติกในครัวเรือน และบรรจุภัณฑ์พลาสติก โดยปริมาณการส่งออกไปตลาดหลัก ได้แก่ อาเซียน (สัดส่วน 27.9%) ขยายตัว 2.8% และญี่ปุ่น (สัดส่วน 12.9%) เพิ่มขึ้น 2.6% ด้านการนำเข้าอยู่ที่ 1.2 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 18.7% จากปี 2566</li>
</ul>
<p><img decoding="async" class="img-fluid" src="https://www.krungsri.com/getmedia/7615211a-ddae-4105-8878-f471dba1540e/io-plastics-2025-f9.png.aspx" alt="" /><br />
<img decoding="async" class="img-fluid" src="https://www.krungsri.com/getmedia/8dbfb173-3a87-40f9-a855-acdaa64b2ec2/io-plastics-2025-f10.png.aspx" alt="" /></p>
<h2><strong>แนวโน้มอุตสาหกรรม</strong></h2>
<p><strong>ปี 2568-2570 วิจัยกรุงศรีคาดว่าความต้องการใช้พลาสติกทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 2.0-3.0% ต่อปี</strong> โดยเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องในระดับปานกลาง (IMF คาดจะอยู่ในช่วง 3.0-3.5% ต่อปี) ขณะที่ทางการจีนมีแผนออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2567 ทำให้คาดว่าการบริโภคของจีนจะปรับตัวดีขึ้น อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจโลกยังมีแนวโน้มเติบโตต่ำกว่าช่วงก่อน COVID-19 (เฉลี่ย 3.7% ช่วงปี 2553-2562) และการขยายกำลังการผลิตเม็ดพลาสติกในภูมิภาคเอเชียทำให้มีอุปทานส่วนเกินเข้าสู่ตลาดเพิ่มขึ้น จะเป็นแรงกดดันให้ราคาเม็ดพลาสติกโดยรวมเพิ่มขึ้นได้ไม่มากนัก (ภาพที่ 11) สำหรับประเทศไทย คาดว่าเศรษฐกิจจะทยอยฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยมีแรงหนุนจากภาคท่องเที่ยว (คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจะทยอยเพิ่มขึ้นสู่ระดับก่อนเกิดวิกฤติ COVID-19 ในปี 2570) รวมถึงการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมปลายทาง อาทิ อุตสาหกรรมผลิตบรรจุภัณฑ์ เครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนยานยนต์ ก่อสร้าง และเครื่องมือแพทย์ ซึ่งมีสัดส่วนรวมกันเกือบ 80% ของความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์พลาสติกทั้งหมด ตลอดจนนโยบายส่งเสริมการลงทุนอุตสากรรมเป้าหมายของภาครัฐ จะมีส่วนสนับสนุนความต้องการใช้พลาสติกในห่วงโซ่อุปทาน <strong>อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมพลาสติกไทยยังเผชิญความไม่แน่นอนจากหลายปัจจัยที่อาจกระทบการเติบโต</strong> โดยเฉพาะสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนที่อาจทำให้ผลิตภัณฑ์พลาสติกหลั่งไหลเข้าสู่ไทยและประเทศคู่ค้าของไทย ทำให้การแข่งขันด้านราคากับสินค้าจีนจะรุนแรงขึ้นทั้งตลาดในและต่างประเทศ นอกจากนี้ กระแสรักษ์สิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนส่งผลให้การผลิตสินค้าขั้นปลายบางประเภทมีแนวโน้มหันมาใช้วัตถุดิบที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น อีกทั้งความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical risks) ที่มีโอกาสตึงเครียดขึ้นเป็นระยะ จะกระทบราคาน้ำมันซึ่งเป็นวัตถุดิบหลัก ทำให้ต้นทุนการผลิตมีทิศทางปรับสูงขึ้น (กรณีฐาน คาดว่าราคาน้ำมันดิบดูไบจะเฉลี่ยในช่วง 75-80 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล) จากปัจจัยข้างต้น <strong>วิจัยกรุงศรีจึงคาดว่าปี 2568-2570 ยอดขายผลิตภัณฑ์พลาสติกในประเทศและปริมาณส่งออกจะเพิ่มขึ้นในอัตราเฉลี่ย 2.0-3.0% ต่อปี (ภาพที่ 12) </strong>ซึ่งเป็นผลจากการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมปลายทางที่มีความแตกต่างกัน สรุปได้ดังนี้</p>
<p><img decoding="async" class="img-fluid" src="https://www.krungsri.com/getmedia/f479f831-e206-4ffa-8ab3-aadf39eaa0ae/io-plastics-2025-f11.png.aspx" alt="" /><br />
<img decoding="async" class="img-fluid" src="https://www.krungsri.com/getmedia/e9fdf068-c969-4782-9a08-89f16064a54a/io-plastics-2025-f12.png.aspx" alt="" /></p>
<ul>
<li><strong>อุตสาหกรรมผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติก: จากคาดการณ์ว่าการบริโภคบรรจุภัณฑ์พลาสติกชนิดอ่อน (Flexible Packaging) ทั่วโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 4.5% ต่อปี (ที่มา: Grand View Research) ขณะที่บรรจุภัณฑ์พลาสติกชนิดแข็ง (Rigid Packaging) จะเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 3.3% ต่อปี (ที่มา: Technavio)</strong> ผลจากบรรจุภัณฑ์พลาสติกชนิดอ่อนมีน้ำหนักที่เบากว่า ต้นทุนการขนส่งต่ำกว่าและการใช้งานมีความหลากหลายกว่าบรรจุภัณฑ์พลาสติกชนิดแข็ง โดยตลาดส่งออกในภูมิภาคอาเซียนและอินเดียจัดเป็นตลาดที่มีศักยภาพจากความต้องการในประเทศที่แข็งแกร่ง <strong>สำหรับประเทศไทย วิจัยกรุงศรีประเมินว่าปี 2568-2570 ปริมาณการผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติกจะขยายตัวที่ระดับเฉลี่ย 2.5-3.0% ต่อปี ใกล้เคียงกับการขยายตัวที่ 2.7% ในปี 2567</strong> (ภาพที่ 13) ผลจากภาคการบริโภคและการบริการที่ยังคงเติบโตได้ ทำให้มีความต้องการใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกทั้งแบบอ่อนตัวและแบบคงรูป ดังนี้  <strong><em>(1) ความต้องการบรรจุภัณฑ์ในกลุ่มสินค้าที่เกี่ยวกับการบริโภคประจำวันมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามกำลังซื้อที่ทยอยฟื้นตัว </em></strong>อาทิ อาหาร เครื่องดื่มและสินค้าอุปโภคบริโภค (บรรจุภัณฑ์พลาสติกจะใช้ในกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มมากถึง 70% อีก 30% จะใช้ในกลุ่มที่ไม่ใช่อาหาร) <strong>(</strong><em><strong>2) ความต้องการอาหารพร้อมทาน แช่แข็งและแปรรูปต่างๆ ที่คาดว่าจะเติบโตได้ดีต่อเนื่อง</strong></em> ตามการขยายตัวของชุมชนเมือง และวิถีชีวิตของผู้บริโภคในสังคมเมืองที่มีพฤติกรรมเร่งรีบ ทำให้มีความต้องการบริโภคอาหารที่มีความสะดวก ประกอบกับสินค้ากลุ่มนี้สามารถหาซื้อได้ง่ายตามร้านสะดวกซื้อซึ่งมีสาขากระจายอยู่ทั่วประเทศ หนุนการผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติก โดยเฉพาะถุงพลาสติกและแผ่นฟิล์มพลาสติกสำหรับอาหาร และ <em><strong>(3) การเติบโตของภาคค้าปลีกและธุรกิจ E-commerce </strong></em>ส่งผลบวกต่อบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่เกี่ยวข้อง อาทิ ฟิล์ม กล่องพลาสติกสำหรับบรรจุอาหาร ถุงและขวดพลาสติก รวมถึงบริการด้านการออกแบบบรรจุภัณฑ์ (Packaging Solution) ที่ดึงดูดความสนใจของผู้ซื้อสินค้าออนไลน์อย่างไรก็ตาม <strong>ความต้องการใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกพื้นฐานโดยเฉพาะถุงพลาสติกมีแนวโน้มชะลอลงบ้าง</strong> จากความต้องการใช้พลาสติกที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น สะท้อนจากนโยบายภาครัฐที่มุ่งส่งเสริมการบริโภคพลาสติกอย่างยั่งยืน ภายใต้แผนจัดการขยะพลาสติกระยะที่ 2 (ปี 2566-2570) ซึ่งสนับสนุนการใช้พลาสติกชีวภาพ (Bioplastics) และพลาสติกที่นำกลับมาใช้ซ้ำหรือรีไซเคิลได้ แทนการใช้พลาสติกที่ผลิตจากปิโตรเลียมแบบครั้งเดียวทิ้งซึ่งย่อยสลายได้ยาก นอกจากนี้ แรงกดดันยังมาจากต้นทุนราคาวัตถุดิบ (เม็ดพลาสติก) ที่มีแนวโน้มทรงตัวสูงต่อเนื่องตามราคาน้ำมันดิบโลก
<p><img decoding="async" class="img-fluid" src="https://www.krungsri.com/getmedia/95440482-c9d5-41cb-ad0d-4ab9a5e72e56/io-plastics-2025-f13.png.aspx" alt="" /></li>
<li><strong>อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์: คาดว่าปริมาณการผลิตและมูลค่าส่งออกจะเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 10-15% และ 6.5-7.5% ต่อปี ตามลำดับ </strong>ผลจากทิศทางยอดขายแผงวงจรรวม (Integrated Circuit: ICs) ทั่วโลกมีแนวโน้มฟื้นตัว (ภาพที่ 14) โดยมีแรงหนุนจาก <em><strong>(1) ความต้องการใช้ AI Chips เพิ่มขึ้นใน AI-based applications</strong></em> (เช่น Generative AI Models, Data Centers, Edge Infrastructure and Endpoint Devices) โดย Gartner คาดการณ์ว่ายอดขาย AI Chips จะเพิ่มขึ้น 29.1% ในปี 2025 <em><strong>(2)  ความต้องการชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์หรือ Semiconductor สำหรับ EVs มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในตลาดโลก </strong></em>(IEA คาดความต้องการ EVs จะเติบโตเฉลี่ย 18.2% ในช่วงปี 2567-2573) และการเร่งพัฒนา Autonomous Vehicle ในระดับ  Full Driving Automation โดยปัจจุบัน Semiconductor ที่ใช้ในรถยนต์มีส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ 42% ของการใช้ Semiconductor ทั่วโลก และ <em><strong>(3) การเข้าสู่ Cycle รอบใหม่ของการเปลี่ยน PCs ในปี 2024-2025</strong></em> สำหรับแรงหนุนด้านอุปทานส่วนหนึ่งมาจากการเข้ามาลงทุนของบริษัทต่างชาติในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ในไทยมากขึ้น โดยพิจารณาจากปี 2566 สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (Board of Investment: BOI) ได้อนุมัติส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นถึง 233.6% โดยเฉพาะการลงทุนในแผ่นวงจรพิมพ์จากบริษัทสัญชาติจีน ไต้หวัน ญี่ปุ่นและไทย มีอัตราการขยายตัวรวมกันสูงถึง 343.2% ขณะที่ในช่วง 9 เดือนแรกปี 2567 การลงทุนยังคงเติบโตต่อเนื่องที่  31.1% YoY ช่วยหนุนให้ไทยกลายเป็นคลัสเตอร์ผู้ผลิตแผ่นวงจรพิมพ์ใหญ่ที่สุดในอาเซียน <strong>ด้านการผลิตอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าจะขยายตัวตามความต้องการที่เพิ่มขึ้นทั้งตลาดในประเทศและตลาดส่งออก</strong> โดยเฉพาะเอเชีย ยังมีอัตราการถือครองเครื่องใช้ไฟฟ้าในระดับค่อนข้างต่ำ อาทิ เครื่องปรับอากาศ ซึ่งหลายประเทศมีอัตราถือครองต่ำกว่า 20% ของจำนวนครัวเรือนทั้งหมด จึงเป็นโอกาสของไทยซึ่งเป็นฐานการผลิตและส่งออกสู่ตลาดโลก</li>
</ul>
<p><img decoding="async" class="img-fluid" src="https://www.krungsri.com/getmedia/2c60e815-8550-42b1-9f07-341610334b0a/io-plastics-2025-f14.png.aspx" alt="" /></p>
<ul>
<li><strong>อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์: มีแนวโน้มชะลอตัวตามทิศทางการผลิตรถยนต์</strong> โดยปี 2568-2570 คาดว่าการผลิตรถยนต์ในประเทศจะกระเตื้องขึ้นเล็กน้อยเฉลี่ยที่ 3.5% ถึง 4.5% ต่อปี (1.57-1.60 ล้านคันต่อปี) หลังจากหดตัวรุนแรง –20.2% ในปี 2567 (ภาพที่ 15) โดยปัจจัยที่จะหนุนอุปสงค์รถยนต์เพิ่มขึ้นมาจาก <em><strong>(1) กิจกรรมในภาคธุรกิจและการลงทุนจะปรับดีขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย</strong></em> โดยเฉพาะการเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมและการเติบโตของภาคท่องเที่ยว จะกระตุ้นความต้องการรถยนต์เพื่อการเดินทางและเพื่อการพาณิชย์เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ผลผลิตเกษตรที่มีแนวโน้มสูงขึ้น (คาดว่าปริมาณน้ำฝนจะเพิ่มขึ้นจากปรากฏการณ์ La Niña ในปี 2568 เอื้อต่อการเพาะปลูก) จะเพิ่มความต้องการใช้รถกระบะเพื่อบรรทุกพืชผลเกษตร (<em><strong>2) มาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ </strong></em>อาทิ การปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตรถยนต์ HEV ในช่วงปี 2567-2570 และการผลิตรถยนต์ BEV ภายใต้มาตรการสนับสนุน EV 3.0 และ 3.5 จะเป็นปัจจัยบวกที่ทำให้ความต้องการใช้พลาสติกที่เกี่ยวข้องมีมากขึ้น เนื่องจากการผลิตรถ EV ใช้พลาสติกเป็นส่วนประกอบมากกว่า 50% ต่อคัน เพื่อลดน้ำหนักของรถ ซึ่งรวมถึงพลาสติกที่มีคุณสมบัติพิเศษ (Specialty) เช่น พีพีคอมพาวด์ (Polypropylene Compound) และ <strong><em>(3) ตลาดส่งออกรถยนต์มีแนวโน้มฟื้นตัวตามทิศทางการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้า</em></strong> โดยเฉพาะตลาดในอาเซียน<img decoding="async" class="img-fluid" src="https://www.krungsri.com/getmedia/ae35c75e-e7a4-4ab9-aa9d-c95414a30b0e/io-plastics-2025-f15.png.aspx" alt="" /></li>
<li><strong>อุตสาหกรรมก่อสร้าง: มูลค่าการลงทุนก่อสร้างโดยรวมมีแนวโน้มขยายตัวเฉลี่ย 3.5-4.0% ต่อปี เทียบกับ 2.2% ปี 2567</strong> โดยมีปัจจัยหนุนจากการที่ภาครัฐมีแนวโน้มเร่งดำเนินงานโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่โดยเฉพาะในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC) ส่งผลให้<strong><em>งานก่อสร้างภาครัฐ</em></strong>จะเติบโตที่ระดับ 4.0-4.5% ต่อปี ขณะที่<em><strong>งานก่อสร้างภาคเอกชน</strong></em>จะเติบโต 3.5-4.0% ต่อปี จากการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์สำหรับที่อยู่อาศัยและโครงการเชิงพาณิชย์ (เช่น ศูนย์การค้าและอาคารสำนักงาน) ปัจจัยข้างต้นจะหนุนความต้องการใช้วัสดุก่อสร้างที่ทำจากพลาสติกหรือมีพลาสติกเป็นส่วนประกอบ อาทิ พีวีซี (Polyvinyl Chloride: ใช้ทำท่อประปา ท่อร้อยสายไฟ กรอบหน้าต่าง ประตู และพื้นไวนิล) โพลีคาร์บอเนต (Polycarbonate: ใช้ทำหลังคาโปร่งแสง กันสาด แผ่นกั้นห้อง และกระจกนิรภัย) พอลิโพรพิลีน (Polypropylene: ใช้ทำถังเก็บน้ำ ท่อระบายน้ำ และแผ่นกันซึม) (ภาพที่ 16) โดยแนวโน้มความต้องการใช้พลาสติกในภาคก่อสร้างจะเน้นวัสดุที่ทนทาน คุณภาพสูงและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น</li>
</ul>
<p><img decoding="async" class="img-fluid" src="https://www.krungsri.com/getmedia/53895283-ad67-4996-a5aa-8b5a61120453/io-plastics-2025-f16.png.aspx" alt="" /></p>
<ul>
<li><strong>อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์: ยอดจำหน่ายอุปกรณ์เครื่องมือแพทย์ในประเทศมีแนวโน้มขยายตัวเฉลี่ย 6.5-7.0% ต่อปี ขณะที่มูลค่าส่งออกเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 7.5-8.5% ต่อปี</strong> (ภาพที่ 17) โดยความต้องการใช้อุปกรณ์เครื่องมือแพทย์ได้แรงสนับสนุนจาก <em><strong>(1) การเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ (Aged society) ของประชากรไทย</strong></em> ทำให้มีความต้องการรักษาโรคซับซ้อนและต่อเนื่อง รวมถึงอุปกรณ์สำหรับผู้สูงอายุเพื่อใช้ในชีวิตประจำวัน (เช่น เครื่องผลิตออกซิเจน เครื่องพ่นยา และราวจับช่วยเดิน) <em><strong>(2) อัตราการเจ็บป่วยจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (อาทิ โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดในสมองตีบ) มีแนวโน้มปรับสูงขึ้น</strong></em> จากพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ไม่ดีต่อสุขภาพ  <em><strong>(3) คาดว่าตลาดท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของไทยจะเติบโตดีต่อเนื่อง</strong></em> โดย Allied Market Research คาดมูลค่าตลาดจะอยู่ที่ 24.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2570 เพิ่มขึ้นมากจาก 9.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2566 ประกอบกับกระแสการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน (Self-care) ซึ่งเป็นที่นิยมทั่วโลก จะทำให้มีความต้องการอุปกรณ์การแพทย์ที่ใช้งานได้เองที่บ้านเพิ่มขึ้น อาทิ เครื่องวัดความดันในบ้าน เครื่องตรวจน้ำตาล และเครื่องวัดไข้ <em><strong>(4) นโยบายภาครัฐสนับสนุนให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตเครื่องมือแพทย์ในอาเซียนภายในปี 2570 </strong></em>และ <em><strong>(5) ประเทศคู่ค้าของไทยมีความต้องการอุปกรณ์แพทย์ต่อเนื่อง</strong></em> เช่น สหรัฐฯ มีความต้องการอุปกรณ์ในกลุ่มวัสดุสิ้นเปลือง (ถุงมือยางทางการแพทย์) และกลุ่มน้ำยาและชุดวินิจฉัยโรค จีนและญี่ปุ่นมีความต้องการชุดตรวจกลุ่มเลือด (In vitro diagnostic devices) รวมถึงอุปกรณ์การแพทย์ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลผู้สูงอายุ เป็นต้น<img decoding="async" class="img-fluid" src="https://www.krungsri.com/getmedia/06102e33-dc12-439b-b1d7-54e4f318d828/io-plastics-2025-f17.png.aspx" alt="" /></li>
</ul>
<p><strong>ระยะต่อไป คาดว่าจะมีการใช้พลาสติกในการผลิตเครื่องมือแพทย์แทนโลหะ เซรามิคและแก้วมากขึ้น </strong>เนื่องจากมีต้นทุนวัตถุดิบที่ต่ำกว่า ขณะที่มีคุณสมบัติเหมาะสม อาทิ ขึ้นรูปได้ง่าย สามารถปรับรูปร่างให้ตรงกับความต้องการ มีน้ำหนักเบา ทนต่อสารเคมีและกระบวนการฆ่าเชื้อด้วยรังสี ทำให้ไม่เกิดสารปนเปื้อนจากการกัดกร่อนเหมือนโลหะ ทั้งยังสามารถนำไปผสมกับวัสดุอื่น เช่น ยางหรือสารเคมีชีวภาพ ทำให้ได้วัสดุเชิงประกอบ (Composite) ที่มีประสิทธิภาพ ปลอดภัยและมีคุณสมบัติตรงตามความต้องการ โดยเฉพาะเม็ดพลาสติกชนิดพิเศษที่สามารถผลิต Smart material และอุปกรณ์การแพทย์ประเภทสอดใส่ในร่างกายผู้ป่วย เช่น โครงสร้างลิ้นหัวใจเทียม</p>
<p><strong>ผู้ประกอบการไทยที่มีศักยภาพมีแนวโน้มเร่งปรับตัวเพื่อรักษาระดับการเติบโต โดยการพัฒนาผลิตภัณฑ์พลาสติกที่มีมูลค่าเพิ่มสูง</strong>เพื่อตอบรับการเติบโตของอุตสาหกรรมที่ต้องการวัสดุคุณภาพสูง (อาทิ ยานยนต์ไฟฟ้า เครื่องมือแพทย์ หุ่นยนต์ และอากาศยาน ) <strong>รวมถึงการผลิตพลาสติกทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมหรือ “พลาสติกชีวภาพ (Bio-plastic)”</strong> (อาทิ Sustainable Polypropylene Products การพัฒนาเม็ดพลาสติก PE100RC เพื่อใช้ผลิตท่อ HDPE สำหรับงานโครงสร้างพื้นฐาน และการผลิตฟิล์มยืดจากเม็ดพลาสติกรีไซเคิล (Post-Consumer-Recycled resin: PCR) ตามนโยบายสนับสนุนภาครัฐ ซึ่งมีการปรับกฏระเบียบให้เอื้อต่อการพัฒนาอุตสาหกรรม (อาทิ การอนุญาตให้โรงงานที่ใช้อ้อยเป็นวัตถุดิบ เช่น โรงงานเคมีชีวภาพและโรงงานเอทานอล สามารถตั้งในบริเวณใกล้กับโรงงานน้ำตาลได้ จากเดิมต้องมีระยะห่างการตั้งโรงงานที่ 50 กิโลเมตร และมาตรการลดหย่อนภาษีนิติบุคคลเป็นจำนวน 25% ของรายจ่ายเพื่อซื้อผลิตภัณฑ์พลาสติกที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ (ปี 2565-2567) เมื่อผนวกกับการเป็นแหล่งผลิตวัตถุดิบตั้งต้น (อาทิ อ้อย มันสำปะหลังและข้าวโพด) จึงส่งผลให้ไทยเป็นผู้ส่งออกรายสำคัญของอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพในตลาดโลก โดยสมาคมอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพแห่งประเทศไทย (TBIA) คาดว่าการผลิตเม็ดพลาสติกชีวภาพจะเพิ่มขึ้นเป็น 375,000-400,000 ตันต่อปีในระยะข้างหน้า จากศักยภาพกำลังการผลิตปัจจุบันที่ 95,000 ตันต่อปี ขณะที่ภาคเอกชนรายใหญ่ของไทยมีการร่วมทุนกับผู้ประกอบการรายใหญ่จากต่างประเทศ (อาทิ NatureWorks บริษัทร่วมทุนระหว่าง Cargill ของสหรัฐฯ และ PTT Global Chemical (GC) ของไทย ผลิตพลาสติก PLA ด้วยกำลังการผลิต 75,000 ตันต่อปี คาดจะเริ่มการผลิตในปี 2568 และ Braskem ผู้ประกอบการรายใหญ่ด้านพลาสติกชีวภาพของบราซิลและ SCG Chemicals ของไทย จะตั้งโรงงานผลิตเอทิลีนชีวภาพ (Green-Ethylene) เพื่อเป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตเม็ดพลาสติกชีวภาพ (Green-Polyethylene) ทั้งนี้ เพื่อตอบรับความต้องการพลาสติกที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีทิศทางเติบโตต่อเนื่องในตลาดโลกโดยเฉพาะเอเชียและยุโรป และนำมาซึ่งโอกาสใหม่ๆ ให้แก่ภาคธุรกิจในระยะข้างหน้า</p>
<p><strong>ความท้าทายของอุตสาหกรรมในระยะข้างหน้า</strong> จะมาจาก <em><strong>(1) กำลังซื้อทั้งในและต่างประเทศที่ฟื้นตัวค่อนข้างช้า </strong></em>ขณะที่จีนมีการลงทุนทำนิคมอุตสาหกรรมปิโตรเคมีขนาดใหญ่ในประเทศในช่วงที่ผ่านมา ทำให้การนำเข้าเม็ดพลาสติกจากไทยมีแนวโน้มลดลงเป็นลำดับ <em><strong>(2) กฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่มีความเข้มงวดมากขึ้นในต่างประเทศ</strong></em> โดยเฉพาะสหภาพยุโรป อาทิ EU Bottle Cap Regulation กำหนดให้ฝาขวดพลาสติกทั้งหมดหลังจากเปิดแล้ว ต้องผูกติดอยู่กับภาชนะที่มีความจุน้อยกว่า 3 ลิตร โดยบังคับใช้อย่างเป็นทางการเมื่อ 3 กรกฏาคม 2567 และ CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) ซึ่งแม้พลาสติกยังไม่ได้อยู่ในกลุ่มสินค้าที่ต้องรายงานการปล่อยคาร์บอน แต่อาจได้รับผลกระทบในระยะต่อไป เนื่องจากมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงในกระบวนการผลิต ผู้ผลิตพลาสติกจึงต้องเตรียมพร้อมสำหรับมาตรการที่อาจเข้มงวดขึ้นในอนาคต และ <strong><em>(3) การมุ่งพัฒนาการผลิตพลาสติกให้มีความยั่งยืนและมีประสิทธิภาพ</em></strong> ทั้งด้านการใช้พลังงาน และการเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน รวมถึงการเตรียมพร้อมด้านการมีส่วนรับผิดชอบในการบริหารทรัพยากรขยะและของเสียที่เกิดขึ้นจากการผลิตและการใช้งานของผู้บริโภค (EPR: Extended Producer Responsibility) ซึ่งจะกำหนดเป็นกฎหมายในอีก 2-3 ปีข้างหน้า</p>
<p><img decoding="async" class="img-fluid" src="https://www.krungsri.com/getmedia/bccf6f0b-2217-4060-b6fa-33c277f236d8/io-plastics-2025-th-t1.png.aspx" alt="" /><br />
<img decoding="async" class="img-fluid" src="https://www.krungsri.com/getmedia/f9042bc3-0a48-41e3-9d4c-b57fb97beacb/io-plastics-2025-th-b2.png.aspx" alt="" /></p>
<p>ที่มา: https://www.krungsri.com/th/research/industry/industry-outlook/petrochemicals/plastics/io/io-plastics-2025-2027</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.expressplaspack.com/en/%e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b9%82%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%a1%e0%b8%98%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88-%e0%b8%ad%e0%b8%b8%e0%b8%95%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%81%e0%b8%a3-2/">แนวโน้มธุรกิจ/อุตสาหกรรม ปี 2568-2570: อุตสาหกรรมพลาสติก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.expressplaspack.com/en/home-2">Express Plaspack</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เปิดเกมรีไซเคิลยุโรป บรรจุภัณฑ์ต้องเปลี่ยน ผู้ผลิตต้องปรับ</title>
		<link>https://www.expressplaspack.com/en/%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b9%84%e0%b8%8b%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%a5%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%9b-%e0%b8%9a-2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[outmaster]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 04 Feb 2026 15:40:42 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Article]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.expressplaspack.com/?p=4060</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2568 สหภาพยุโรป...</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.expressplaspack.com/en/%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b9%84%e0%b8%8b%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%a5%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%9b-%e0%b8%9a-2/">เปิดเกมรีไซเคิลยุโรป บรรจุภัณฑ์ต้องเปลี่ยน ผู้ผลิตต้องปรับ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.expressplaspack.com/en/home-2">Express Plaspack</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2568 สหภาพยุโรป (อียู) ได้ประกาศให้กฎระเบียบใหม่ว่าด้วยบรรจุภัณฑ์และขยะจากบรรจุภัณฑ์ (Packaging and Packaging Waste Regulations: PPWR) มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ โดยกฎระเบียบฉบับนี้ส่งผลต่อการดำเนินงานและเพิ่มภาระต้นทุนแก่ผู้ผลิตและผู้ประกอบการทางเศรษฐกิจในประเทศนอกอียู (Non-EU) ที่ต้องการส่งออกบรรจุภัณฑ์เข้าสู่ตลาดอียู</p>
<p>เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2565 คณะกรรมาธิการยุโรปได้มีการเสนอ PPWR เพื่อทดแทนกฎระเบียบเดิม Directive (EU) 2018/852 หรือ Packaging and Packaging Waste Directive (PPWD) ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2561 โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อลดปริมาณขยะจากบรรจุภัณฑ์ ส่งเสริมการใช้วัสดุรีไซเคิล และสร้างความสอดคล้องของกฎระเบียบภายในอียู ทั้งด้านการติดฉลาก การลดพื้นที่ว่างในบรรจุภัณฑ์ การควบคุมสารเคมี เช่น PFAS รวมถึงการส่งเสริมการใช้ไบโอพลาสติก และการลดการใช้บรรจุภัณฑ์ที่ไม่จำเป็น โดยเฉพาะในกระบวนการขนส่งสินค้า</p>
<p>นอกจากนี้ PPWR ยังตั้งเป้าให้ประชาชนสามารถนำภาชนะส่วนตัวมาใส่อาหาร take-away ได้ และกำหนดให้ประเทศสมาชิกต้องบรรลุเป้าหมายการใช้บรรจุภัณฑ์ซ้ำ (re-use target) ภายในปี 2040 ทั้งนี้ กฎระเบียบยังยกระดับความรับผิดชอบของผู้ผลิตตามหลัก Extended Producer Responsibility (EPR) ครอบคลุมทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในห่วงโซ่ เช่น ผู้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้จัดจำหน่าย และผู้ให้บริการคลังสินค้า โดย PPWR วางมาตรการให้ผู้ประกอบการปฏิบัติตามใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ (1) ความยั่งยืนของบรรจุภัณฑ์ (2) ความรับผิดชอบของผู้ผลิต (EPR) และ (3) ระบบติดตามและควบคุมการปฏิบัติตามกฎระเบียบ โดยจะเริ่มบังคับใช้มาตรการจริงในวันที่ 12 สิงหาคม 2569 หรือ 18 เดือนหลังจากกฎหมายลำดับรองมีผลบังคับใช้</p>
<p>เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2568 สหภาพยุโรป (EU) ได้ประกาศให้ กฎระเบียบว่าด้วยบรรจุภัณฑ์และขยะจากบรรจุภัณฑ์ (Packaging and Packaging Waste Regulations: PPWR) มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ โดยมีเป้าหมายเพื่อลดขยะจากบรรจุภัณฑ์ ส่งเสริมการรีไซเคิล และสร้างมาตรฐานที่สอดคล้องกันในทุกประเทศสมาชิก ซึ่งกฎระเบียบนี้ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อผู้ผลิตและผู้ส่งออกในประเทศนอกอียู (Non-EU) ที่ต้องการวางจำหน่ายบรรจุภัณฑ์ในตลาดยุโรป</p>
<p>โดย PPWR ถูกเสนอจากคณะกรรมาธิการยุโรปเมื่อ 30 พฤศจิกายน 2565 เพื่อแทนที่กฎหมายเดิมคือ Directive (EU) 2018/852 หรือ PPWD โดยมีจุดเน้นที่ชัดเจน ได้แก่</p>
<ol class="wp-block-list">
<li>จำกัดการใช้วัสดุและสารเคมีอันตราย เช่น PFAS</li>
<li>กำหนดมาตรฐาน <strong>recyclability</strong> และสัดส่วนวัสดุรีไซเคิลในบรรจุภัณฑ์</li>
<li>ส่งเสริมการใช้ <strong>bioplastics</strong> และ <strong>compostable packaging</strong></li>
<li>สนับสนุนระบบ <strong>นำกลับมาใช้ซ้ำ (reuse)</strong> และ <strong>เติมซ้ำ (refill)</strong></li>
<li>เพิ่มการติดฉลากดิจิทัล (QR code) เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าถึงข้อมูลวัสดุและแนวทางการคัดแยกขยะ</li>
</ol>
<p>PPWR ครอบคลุมบรรจุภัณฑ์ทุกประเภทที่จำหน่ายในตลาดอียู ไม่ว่าทำจากวัสดุใด และไม่ว่าขยะจะถูกทิ้งที่ใด โดยนิยาม “บรรจุภัณฑ์” ตามมาตรา 3 (1) หมายถึงวัตถุที่ออกแบบมาเพื่อบรรจุ ปกป้อง หรือนำเสนอผลิตภัณฑ์ต่อผู้ใช้งานในทุกระดับ ซึ่งแบ่งออกเป็น 6 ประเภทหลัก คือ</p>
<ol class="wp-block-list">
<li>บรรจุภัณฑ์ของผลิตภัณฑ์ชั้นปฐมภูมิ (Primary Production Packaging)</li>
<li>บรรจุภัณฑ์สำหรับการขาย (Sales Packaging)</li>
<li>บรรจุภัณฑ์ของบรรจุภัณฑ์สำหรับการขาย (Grouped Packaging)</li>
<li>บรรจุภัณฑ์สำหรับการขนส่ง (Transport Packaging)</li>
<li>บรรจุภัณฑ์สำหรับการค้าอิเล็กทรอนิกส์ (E-commerce Packaging)</li>
<li>บรรจุภัณฑ์สำหรับอาหารและเครื่องดื่มกลับบ้าน (Take-away Packaging)</li>
</ol>
<p>โดยมีข้อยกเว้น ได้แก่ ภาชนะเปล่าที่ตั้งใจจำหน่ายให้ผู้ซื้อ, บรรจุภัณฑ์ที่เป็นส่วนหนึ่งของผลิตภัณฑ์ตลอดการใช้งาน และวัสดุที่ติดกับผลิตภัณฑ์ เช่น หมึก กาว สี</p>
<p>กฎระเบียบ PPWR ของสหภาพยุโรปมีเป้าหมายหลักเพื่อจัดการกับปัญหาขยะบรรจุภัณฑ์อย่างเป็นระบบ โดยเน้นการลดปริมาณขยะจากต้นทาง เพิ่มการใช้วัสดุรีไซเคิล และยกระดับคุณภาพของบรรจุภัณฑ์ให้สามารถนำกลับมาใช้ใหม่หรือรีไซเคิลได้ในระดับอุตสาหกรรม โดยหนึ่งในเป้าหมายสำคัญคือการลดปริมาณขยะบรรจุภัณฑ์ต่อหัวของประชากรในอียู โดยตั้งเป้าลดลงร้อยละ 5 ภายในปี 2030 ร้อยละ 10 ภายในปี 2035 และร้อยละ 15 ภายในปี 2040 รวมถึงการห้ามใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวบางประเภทตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2030 เพื่อชะลอการผลิตขยะที่ไม่จำเป็นตั้งแต่ต้นทางของห่วงโซ่อุปทาน</p>
<p>อีกหนึ่งเป้าหมายหลักคือการส่งเสริมการใช้วัสดุรีไซเคิลในกระบวนการผลิตบรรจุภัณฑ์ โดยเฉพาะพลาสติก ซึ่งกำหนดให้บรรจุภัณฑ์ต้องมีสัดส่วนของพลาสติกที่สามารถรีไซเคิลได้ในระดับที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องภายในปี 2030 และ 2040 ตามประเภทวัสดุและความอ่อนไหวต่อผลิตภัณฑ์ที่สัมผัส โดยมีข้อยกเว้นเฉพาะสำหรับผลิตภัณฑ์ยาและอาหารที่การใช้วัสดุรีไซเคิลอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพ</p>
<p>ขณะเดียวกัน PPWR ไม่ได้เน้นการตั้งเป้าหมายเชิงปริมาณใหม่ในด้านการรีไซเคิลโดยตรง แต่เน้นการเสริมความสามารถของประเทศสมาชิกในการจัดเก็บ คัดแยก และจัดการขยะบรรจุภัณฑ์อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเน้นการเพิ่มความสามารถในการรีไซเคิล (recyclability) และการใช้วัสดุที่สามารถเข้าสู่กระบวนการหมุนเวียนได้ง่ายและในระดับอุตสาหกรรม ในด้านการยกระดับคุณภาพบรรจุภัณฑ์ กฎระเบียบ PPWR กำหนดให้บรรจุภัณฑ์ทุกชิ้นที่วางจำหน่ายในตลาดอียูต้องได้รับการจัดอันดับตามเกณฑ์การรีไซเคิลอย่างชัดเจน โดยต้องได้รับ Grade C ขึ้นไปภายในปี 2030 และ Grade B ขึ้นไปภายในปี 2038 ซึ่งแต่ละระดับสะท้อนถึงสัดส่วนของวัสดุที่สามารถรีไซเคิลได้ในแต่ละชิ้นบรรจุภัณฑ์ ทั้งนี้ยังได้กำหนดลักษณะของบรรจุภัณฑ์ที่ถือว่ามีคุณสมบัติรีไซเคิลได้ เช่น การออกแบบให้สามารถแยกวัสดุออกจากกันได้ การใช้วัสดุที่มีคุณภาพเทียบเท่าวัสดุขั้นปฐมภูมิ และสามารถผ่านกระบวนการรีไซเคิลในระบบอุตสาหกรรมได้โดยไม่รบกวนขยะประเภทอื่น</p>
<p>ภายใต้ <strong>หลักการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต (EPR)</strong> ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ต้องรับผิดชอบต้นทุนในทุกขั้นตอนของการจัดการขยะ ตั้งแต่การเก็บ คัดแยก ขนส่ง และกำจัด โดยมีข้อกำหนดเสริม เช่น ค่าธรรมเนียมติดฉลากถังขยะตามประเภทขยะ รายงานประจำปีผ่านตัวแทนที่ได้รับอนุญาต (ยกเว้นร้านค้าออนไลน์ขนาดเล็ก) และได้รับสิทธิประโยชน์ค่าธรรมเนียมลดลงหากใช้วัสดุรีไซเคิล (modulation fee)</p>
<p>ประเทศสมาชิกอียูต้องกำหนดมาตรการสนับสนุน เช่น การตั้งหน่วยงานกลางดูแลการจัดการบรรจุภัณฑ์ (Art. 40) การกำหนดเป้าหมายลดขยะต่อหัว 15% ภายในปี 2040 (Art. 43) การตั้งระบบ <strong>Deposit and Return System (DRS)</strong> (Art. 50) การส่งเสริมระบบ <strong>reuse/refill</strong> (Art. 51) และการกำหนด <strong>modulation fee</strong> และแผนการใช้จ่ายตาม Art. 68</p>
<p>ทั้งนี้ ประเทศสมาชิกต้องจัดตั้ง <strong>ทะเบียนผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์</strong> ภายใน 18 เดือนหลังจากกฎหมายลำดับรองมีผลบังคับใช้ เช่น <strong>LUCID Packaging Register</strong> ของเยอรมนี โดยคาดว่า <em>Commission</em> จะออก <strong>implementing act</strong> ในวันที่ 12 ก.พ. 2026 เพื่อกำหนดรายละเอียดการลงทะเบียน การรายงาน และประเภทวัสดุที่ต้องครอบคลุม</p>
<p>ที่มา: https://globthailand.com/eu-25072025/</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://www.expressplaspack.com/en/%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b9%84%e0%b8%8b%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%a5%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%9b-%e0%b8%9a-2/">เปิดเกมรีไซเคิลยุโรป บรรจุภัณฑ์ต้องเปลี่ยน ผู้ผลิตต้องปรับ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://www.expressplaspack.com/en/home-2">Express Plaspack</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
