กฎแพ็กเกจจิ้ง EU ใหม่! SME ไทยต้องปรับตัวอย่างไร?

กฎแพ็กเกจจิ้ง EU ใหม่! SME ไทยต้องปรับตัวอย่างไร?

สหภาพยุโรป (EU) ได้ยกระดับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมครั้งสำคัญผ่านกฎระเบียบใหม่ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการทั่วโลก รวมถึงธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ของไทยที่ทำการค้ากับตลาดยุโรป กฎระเบียบนี้มุ่งเน้นไปที่การจัดการบรรจุภัณฑ์และขยะจากบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นความท้าทายและโอกาสในการปรับตัวเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน

  • กฎระเบียบบรรจุภัณฑ์และขยะบรรจุภัณฑ์ (PPWR) ของ EU มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2568 โดยมีเป้าหมายเพื่อลดขยะและส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน
  • ข้อกำหนดสำคัญสำหรับผู้ส่งออก ได้แก่ บรรจุภัณฑ์ต้องรีไซเคิลได้ 100%, มีสัดส่วนวัสดุรีไซเคิลตามเกณฑ์, ลดการใช้วัสดุที่ไม่จำเป็น และจำกัดการใช้สารเคมีอันตราย
  • SME ไทยต้องปรับกระบวนการออกแบบและผลิตบรรจุภัณฑ์ รวมถึงการติดฉลากสินค้าส่งออก ให้สอดคล้องกับมาตรฐานใหม่ เพื่อหลีกเลี่ยงอุปสรรคทางการค้า
  • การปรับตัวตามกฎใหม่ไม่เพียงช่วยให้เข้าถึงตลาดยุโรปได้ แต่ยังเป็นโอกาสในการสร้างภาพลักษณ์แบรนด์ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมผ่านกลยุทธ์การตลาดสีเขียว (Green Marketing)
  • การวางแผนและลงทุนในบรรจุภัณฑ์ยั่งยืนเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับ SME ไทย เพื่อรักษาศักยภาพการแข่งขันและเติบโตในตลาดสากล

การวิเคราะห์ กฎแพ็กเกจจิ้ง EU ใหม่! SME ไทยต้องปรับตัวอย่างไร? เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้ประกอบการที่ส่งออกสินค้าไปยังสหภาพยุโรป กฎระเบียบว่าด้วยบรรจุภัณฑ์และขยะจากบรรจุภัณฑ์ หรือ Packaging and Packaging Waste Regulation (PPWR) ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่กำหนดทิศทางของอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ให้มุ่งสู่ความยั่งยืนมากขึ้น กฎหมายฉบับนี้ไม่ได้เป็นเพียงข้อบังคับ แต่เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าตลาดยุโรปให้ความสำคัญอย่างสูงต่อการจัดการสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ดังนั้น การทำความเข้าใจในรายละเอียดและเตรียมความพร้อมจึงเป็นกุญแจสำคัญในการดำเนินธุรกิจให้ราบรื่น

กฎระเบียบ PPWR ซึ่งเริ่มมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568 มีเป้าหมายที่ชัดเจนในการลดปริมาณขยะบรรจุภัณฑ์โดยรวม, ส่งเสริมการใช้วัสดุรีไซเคิลให้แพร่หลาย, และเพิ่มอัตราการนำบรรจุภัณฑ์กลับมาใช้ซ้ำ (Re-use) กฎหมายนี้บังคับใช้กับบรรจุภัณฑ์ทุกประเภทที่วางจำหน่ายในตลาด EU โดยไม่คำนึงถึงแหล่งกำเนิด นั่นหมายความว่าสินค้าที่ผลิตและบรรจุจากประเทศไทยเพื่อส่งออกไปยุโรปจะต้องปฏิบัติตามมาตรฐานเดียวกันกับสินค้าที่ผลิตในยุโรป สิ่งนี้จึงกลายเป็นความท้าทายโดยตรงสำหรับผู้ประกอบการ SME ไทย ซึ่งอาจต้องเผชิญกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นและความซับซ้อนในกระบวนการผลิตและการส่งออก อย่างไรก็ตาม หากมองในอีกมุมหนึ่ง นี่คือโอกาสในการยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์และสร้างจุดแข็งทางการตลาดในฐานะแบรนด์ที่ใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคชาวยุโรปให้คุณค่าเป็นอย่างมาก

เจาะลึกกฎระเบียบ PPWR: ข้อกำหนดสำคัญที่ผู้ประกอบการต้องรู้

เพื่อให้สามารถปรับตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้ประกอบการจำเป็นต้องทำความเข้าใจสาระสำคัญของกฎระเบียบ PPWR ซึ่งครอบคลุมตลอดวงจรชีวิตของบรรจุภัณฑ์ ตั้งแต่การออกแบบไปจนถึงการจัดการหลังการใช้งาน โดยมีข้อกำหนดหลักที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ส่งออกดังนี้

มาตรฐานการรีไซเคิลและสัดส่วนวัสดุรีไซเคิล

หนึ่งในหัวใจสำคัญของ PPWR คือการกำหนดให้บรรจุภัณฑ์ทั้งหมดที่วางจำหน่ายในตลาด EU ต้องสามารถรีไซเคิลได้ 100% ภายในปีที่กำหนด ซึ่งหมายความว่าการออกแบบบรรจุภัณฑ์จะต้องคำนึงถึงความสามารถในการนำกลับมาแปรรูปเป็นวัสดุใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดการใช้วัสดุที่ผสมผสานกันหลายชนิดจนยากต่อการแยกและรีไซเคิล นอกจากนี้ กฎยังกำหนดสัดส่วนขั้นต่ำของวัสดุรีไซเคิล (Recycled Content) ที่ต้องมีอยู่ในบรรจุภัณฑ์พลาสติกใหม่ เพื่อกระตุ้นให้เกิดตลาดสำหรับพลาสติกรีไซเคิลและลดการพึ่งพาทรัพยากรใหม่ ผู้ประกอบการไทยจึงต้องหันมาพิจารณาแหล่งที่มาของวัตถุดิบและเลือกใช้วัสดุที่มีส่วนผสมของพลาสติกรีไซเคิลตามเกณฑ์ที่ EU กำหนด เพื่อให้สินค้าสามารถผ่านการตรวจสอบและเป็นที่ยอมรับในตลาดได้

การออกแบบเพื่อลดขยะ: บอกลาบรรจุภัณฑ์ที่ไม่จำเป็น

PPWR มุ่งเป้าไปที่การลดปริมาณบรรจุภัณฑ์ที่เกินความจำเป็น (Over-packaging) อย่างจริงจัง โดยมีข้อห้ามชัดเจนเกี่ยวกับการใช้พื้นที่ว่างในบรรจุภัณฑ์มากเกินไป เช่น การใช้กล่องขนาดใหญ่เกินตัวสินค้า, การใช้ชั้นบรรจุภัณฑ์หลายชั้นโดยไม่มีเหตุผลด้านการป้องกันสินค้า หรือการใช้วัสดุเสริมเพื่อเติมเต็มช่องว่าง (Space Fillers) และการออกแบบที่ทำให้ดูเหมือนสินค้ามีปริมาณมากกว่าความเป็นจริง (False Bottoms) ซึ่งถือเป็นการหลอกลวงผู้บริโภค แนวทางนี้บีบให้ผู้ผลิตต้องคิดใหม่ทำใหม่ในเรื่องการออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้มีความกระชับ พอดีกับตัวสินค้า และใช้วัสดุน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้โดยยังคงฟังก์ชันการปกป้องสินค้าไว้อย่างครบถ้วน

ความปลอดภัยต้องมาก่อน: ข้อจำกัดการใช้สารเคมีอันตราย

ความปลอดภัยของผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อมเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ PPWR ให้ความสำคัญ กฎระเบียบนี้ได้กำหนดข้อจำกัดหรือห้ามใช้สารเคมีบางชนิดที่เป็นอันตรายในวัสดุบรรจุภัณฑ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสารในกลุ่ม PFAS (Per- and Polyfluoroalkyl Substances) ซึ่งเป็นสารเคมีที่คงทนในสิ่งแวดล้อมและอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว สารเหล่านี้มักถูกใช้ในบรรจุภัณฑ์อาหารเพื่อให้มีคุณสมบัติกันน้ำและไขมัน ผู้ประกอบการไทยที่ส่งออกสินค้า โดยเฉพาะกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม จะต้องตรวจสอบส่วนประกอบทางเคมีของบรรจุภัณฑ์อย่างละเอียด และเลือกใช้วัสดุที่ปราศจากสารต้องห้ามตามข้อกำหนดของ EU เพื่อให้มั่นใจว่าสินค้ามีความปลอดภัยสูงสุด

เศรษฐกิจหมุนเวียนในภาคปฏิบัติ: ส่งเสริมบรรจุภัณฑ์ใช้ซ้ำ

นอกเหนือจากการรีไซเคิลแล้ว PPWR ยังส่งเสริมแนวคิดการนำบรรจุภัณฑ์กลับมาใช้ซ้ำ (Reusable Packaging) อย่างแข็งขัน สหภาพยุโรปได้ตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนสำหรับอุตสาหกรรมต่างๆ ในการเพิ่มสัดส่วนของบรรจุภัณฑ์ที่สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้ภายในปี 2030 และสนับสนุนให้ผู้บริโภคสามารถนำภาชนะส่วนตัวมาใช้เติมสินค้าได้ (Refill) แม้ว่าข้อกำหนดนี้อาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการในยุโรปมากกว่าผู้ส่งอกจากต่างประเทศ แต่ก็เป็นแนวโน้มที่น่าจับตามอง เพราะสะท้อนให้เห็นถึงทิศทางของตลาดที่กำลังเปลี่ยนไปสู่โมเดลธุรกิจที่ยั่งยืนมากขึ้น การที่ SME ไทยเริ่มศึกษาและพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่สามารถใช้ซ้ำได้ อาจกลายเป็นจุดขายใหม่ที่สร้างความแตกต่างในอนาคต

ฉลากที่ชัดเจน: เพิ่มความโปร่งใสให้ผู้บริโภค

เพื่อให้ระบบการจัดการขยะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ PPWR ได้กำหนดให้มีการติด ฉลากสินค้ารีไซเคิล และข้อมูลบนบรรจุภัณฑ์ที่ชัดเจนและเป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วยุโรป ฉลากจะต้องระบุประเภทของวัสดุที่ใช้และวิธีการจัดการที่ถูกต้องหลังการใช้งาน (เช่น ควรทิ้งในถังขยะรีไซเคิลประเภทใด) เพื่อให้ผู้บริโภคและหน่วยงานจัดการขยะสามารถคัดแยกได้อย่างถูกต้อง ความโปร่งใสด้านข้อมูลนี้เป็นสิ่งสำคัญที่ผู้ประกอบการไทยต้องให้ความใส่ใจ การออกแบบฉลากสินค้าส่งออกจะต้องเป็นไปตามรูปแบบและสัญลักษณ์ที่ EU กำหนด เพื่อให้ข้อมูลแก่ผู้บริโภคอย่างครบถ้วนและถูกต้อง

การเปลี่ยนแปลงสู่บรรจุภัณฑ์ยั่งยืนไม่ได้เป็นเพียงการปฏิบัติตามกฎระเบียบ แต่เป็นการลงทุนเพื่ออนาคตของแบรนด์ในตลาดโลกที่ให้ความสำคัญกับความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้นทุกวัน

แนวทางการปรับตัวสำหรับ SME ไทย: เปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาส

แม้ว่ากฎระเบียบ PPWR จะดูเป็นความท้าทายที่ซับซ้อน แต่ก็เป็นโอกาสสำหรับ SME ไทยในการยกระดับผลิตภัณฑ์และสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน การเตรียมความพร้อมและวางแผนอย่างเป็นระบบจะช่วยให้การเปลี่ยนผ่านเป็นไปอย่างราบรื่น

ทบทวนและออกแบบบรรจุภัณฑ์ใหม่ให้สอดคล้องกับ PPWR

ขั้นตอนแรกที่สำคัญที่สุดคือการทบทวนบรรจุภัณฑ์ที่มีอยู่ทั้งหมดและประเมินว่าสอดคล้องกับข้อกำหนดใหม่หรือไม่ ผู้ประกอบการควรพิจารณาออกแบบบรรจุภัณฑ์ใหม่โดยยึดหลัก “Design for Recycling” คือการออกแบบที่เอื้อต่อการรีไซเคิล เช่น การเลือกใช้วัสดุชนิดเดียว (Mono-material), การหลีกเลี่ยงการใช้สีเข้มหรือหมึกพิมพ์ที่ขัดขวางกระบวนการรีไซเคิล และการออกแบบฉลากที่ลอกออกได้ง่าย ขณะเดียวกันก็ต้องลดขนาดและน้ำหนักของบรรจุภัณฑ์ลงให้เหลือน้อยที่สุดเท่าที่จำเป็น การลงทุนในการวิจัยและพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่เป็นนวัตกรรมและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจะกลายเป็นปัจจัยสำคัญสู่ความสำเร็จ

การเลือกใช้วัสดุที่ปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

การเลือกใช้วัสดุเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ ผู้ประกอบการต้องทำงานอย่างใกล้ชิดกับซัพพลายเออร์เพื่อจัดหาวัสดุที่ผ่านมาตรฐาน EU โดยเฉพาะอย่างยิ่งวัสดุที่มีส่วนผสมของพลาสติกรีไซเคิลและปราศจากสารเคมีอันตรายตามที่กฎหมายกำหนด การมีเอกสารรับรองแหล่งที่มาและส่วนประกอบของวัสดุ (Material Declaration) จะช่วยให้กระบวนการตรวจสอบเป็นไปอย่างราบรื่นและสร้างความน่าเชื่อถือให้กับสินค้า การเปลี่ยนไปใช้วัสดุทางเลือกใหม่ๆ เช่น พลาสติกชีวภาพ (Bioplastics) ที่สามารถรีไซเคิลได้ หรือวัสดุที่ทำจากกระดาษที่ได้รับการรับรองจากแหล่งป่าไม้ที่ยั่งยืน (FSC) ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ

พัฒนาระบบฉลากและเอกสารประกอบการส่งออก

ระบบการติดฉลากและเอกสารต้องได้รับการปรับปรุงให้เป็นไปตามมาตรฐานใหม่ทั้งหมด ผู้ประกอบการต้องศึกษาข้อกำหนดด้านการติดฉลากของ EU อย่างละเอียด ทั้งในเรื่องของสัญลักษณ์, ข้อมูลที่ต้องระบุ, และตำแหน่งการติดบนบรรจุภัณฑ์ นอกจากนี้ การเตรียมเอกสารประกอบการส่งออกที่ยืนยันว่าบรรจุภัณฑ์ได้มาตรฐาน PPWR จะช่วยลดความเสี่ยงที่สินค้าจะถูกกักหรือตีกลับที่ด่านศุลกากร การมีระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ของวัสดุบรรจุภัณฑ์จะช่วยเพิ่มความโปร่งใสและสร้างความมั่นใจให้กับผู้นำเข้าและหน่วยงานกำกับดูแล

วางกลยุทธ์การตลาดสีเขียว (Green Marketing) เพื่อสร้างความได้เปรียบ

แทนที่จะมองว่าการปรับตัวเป็นเพียงต้นทุน SME ไทยสามารถเปลี่ยนเรื่องนี้ให้เป็นจุดแข็งทางการตลาดได้ การสื่อสารให้ผู้บริโภคในยุโรปทราบว่าแบรนด์และผลิตภัณฑ์ของคุณใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมและปฏิบัติตามมาตรฐานที่เข้มงวดของ EU จะช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีและเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า การใช้ Green Marketing ผ่านช่องทางต่างๆ เช่น บนบรรจุภัณฑ์, เว็บไซต์, หรือโซเชียลมีเดีย โดยบอกเล่าเรื่องราวความมุ่งมั่นในการใช้บรรจุภัณฑ์ยั่งยืน สามารถดึงดูดกลุ่มลูกค้าที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นฐานผู้บริโภคขนาดใหญ่และมีกำลังซื้อสูงในตลาดยุโรป

เปรียบเทียบแนวทางบรรจุภัณฑ์: ก่อนและหลังกฎ PPWR

เพื่อให้เห็นภาพการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ตารางด้านล่างนี้จะเปรียบเทียบแนวทางการจัดการบรรจุภัณฑ์แบบดั้งเดิมกับข้อกำหนดใหม่ภายใต้กฎระเบียบ PPWR

สรุปความแตกต่างที่สำคัญระหว่างแนวทางบรรจุภัณฑ์แบบเดิมและข้อบังคับใหม่ภายใต้กฎ PPWR ของสหภาพยุโรป
คุณลักษณะ แนวทางเดิม (ก่อน PPWR) ข้อกำหนดใหม่ (ภายใต้ PPWR)
การรีไซเคิล ไม่มีข้อบังคับที่ชัดเจนว่าต้องรีไซเคิลได้ 100% บังคับให้บรรจุภัณฑ์ทุกชิ้นต้องออกแบบมาให้สามารถรีไซเคิลได้อย่างมีประสิทธิภาพ
วัสดุรีไซเคิล ไม่มีข้อกำหนดสัดส่วนขั้นต่ำในการใช้วัสดุรีไซเคิล กำหนดสัดส่วนขั้นต่ำของวัสดุรีไซเคิล (Recycled Content) ที่ต้องใช้ในบรรจุภัณฑ์พลาสติกใหม่
การออกแบบ มักมีการใช้บรรจุภัณฑ์เกินความจำเป็น (Over-packaging) เพื่อความสวยงามหรือการตลาด ห้ามใช้บรรจุภัณฑ์ที่ไม่จำเป็น, ลดพื้นที่ว่าง และต้องออกแบบให้กะทัดรัด (Minimize packaging)
สารเคมี การควบคุมสารเคมีอันตรายมีอยู่ แต่ไม่ครอบคลุมเท่าปัจจุบัน มีข้อจำกัดที่เข้มงวดหรือห้ามใช้สารเคมีอันตราย เช่น PFAS ในวัสดุบรรจุภัณฑ์
การติดฉลาก สัญลักษณ์และข้อมูลการรีไซเคิลไม่มีมาตรฐานกลางที่ชัดเจน ทำให้ผู้บริโภคสับสน กำหนดให้มีระบบฉลากที่เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วยุโรป เพื่อระบุประเภทวัสดุและวิธีจัดการที่ถูกต้อง
การใช้ซ้ำ เน้นการใช้งานครั้งเดียวทิ้ง (Single-use) เป็นหลัก ส่งเสริมและตั้งเป้าหมายการใช้บรรจุภัณฑ์แบบนำกลับมาใช้ซ้ำ (Reusable) ในหลายอุตสาหกรรม

สรุป: การเตรียมความพร้อมคือกุญแจสู่ความสำเร็จในตลาดยุโรป

โดยสรุปแล้ว กฎแพ็กเกจจิ้ง EU ใหม่ หรือ PPWR ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญสำหรับอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ทั่วโลก และเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการ SME ไทยที่ต้องการส่งออกไปยุโรปไม่สามารถมองข้ามได้ การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ใช่เพียงอุปสรรคทางกฎหมาย แต่เป็นแรงผลักดันให้ธุรกิจต้องปรับตัวเข้าสู่มาตรฐานความยั่งยืนระดับสากล การลงทุนในการทำความเข้าใจข้อกำหนด, การวิจัยและพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม, และการปรับปรุงกระบวนการผลิตและเอกสารให้สอดคล้องกับมาตรฐานใหม่ คือสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อรักษาศักยภาพในการแข่งขันและเปิดประตูสู่โอกาสทางธุรกิจในตลาดยุโรปที่ให้คุณค่ากับความยั่งยืนอย่างแท้จริง การเริ่มต้นเตรียมความพร้อมตั้งแต่วันนี้ คือการสร้างรากฐานที่มั่นคงสำหรับความสำเร็จในระยะยาว

ยกระดับบรรจุภัณฑ์ของคุณสู่มาตรฐานสากล

การปรับตัวตามกฎระเบียบใหม่ของ EU อาจดูเป็นเรื่องท้าทาย แต่การมีพันธมิตรที่เชี่ยวชาญด้านการพิมพ์และบรรจุภัณฑ์สามารถช่วยให้การเปลี่ยนแปลงนี้เป็นเรื่องง่ายขึ้น ที่ GIANT PRINT เราคือโรงงานผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ครบวงจรที่พร้อมให้คำปรึกษาและบริการออกแบบผลิตบรรจุภัณฑ์ที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ไม่ว่าจะเป็นฉลากสินค้า, สติ๊กเกอร์, หรือกล่องผลิตภัณฑ์ ด้วยเครื่องพิมพ์ที่ทันสมัยและวัสดุคุณภาพสูง พร้อมทีมงานมืออาชีพที่เข้าใจความต้องการของธุรกิจ SME

ให้ GIANT PRINT ช่วยยกระดับบรรจุภัณฑ์ของคุณให้โดดเด่นและเป็นที่ยอมรับในตลาดยุโรป

ที่มา: https://giantprint.co.th/eu-packaging-law-sme-thailand/

No Comments

Sorry, the comment form is closed at this time.

This website uses cookies to improve user experience. By using our website you consent to all cookies in accordance with our privacy policy. เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    เปิดใช้งานตลอด

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • Performance

    Performance cookies are used to see how visitors use the website, eg. analytics cookies. Those cookies cannot be used to directly identify a certain visitor.

บันทึกการตั้งค่า