แนวโน้มธุรกิจ/อุตสาหกรรม ปี 2568-2570: อุตสาหกรรมพลาสติก

แนวโน้มธุรกิจ/อุตสาหกรรม ปี 2568-2570: อุตสาหกรรมพลาสติก

ปี 2568-2570 คาดว่าอุตสาหกรรมพลาสติกจะเติบโตได้ต่อเนื่อง ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทย ช่วยเพิ่มความต้องการใช้พลาสติกของอุตสาหกรรมปลายทาง ผนวกกับนโยบายส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรม New S-Curve จากภาครัฐช่วยสนับสนุนอุตสาหกรรมพลาสติกที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของอุตสาหกรรมเหล่านี้ อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมพลาสติกจะเผชิญความท้าทายจากการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น และนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดทั้งในประเทศและตลาดส่งออก อาทิ มาตรการลดการใช้ผลิตภัณฑ์พลาสติกโดยเฉพาะแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง และการส่งเสริมการใช้พลาสติกที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ตลอดจนสนธิสัญญาด้านการจัดการพลาสติกโลก (Global Plastic Treaty) ซึ่งอยู่ระหว่างการจัดทำ จะทำให้ห่วงโซ่อุปทานของพลาสติกต้องปรับตัวสู่การลงทุนในสายการผลิตที่ใช้เม็ดพลาสติกรีไซเคิลและพลาสติกจากชีวมวลมากขึ้น จึงอาจทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น กดดันการเติบโตของรายได้และอัตรากำไร

อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการที่มีธุรกิจครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ และมีการบริหารจัดการสต็อกวัตถุดิบ การขาย และการจัดจำหน่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพจะสามารถรักษาอัตรากำไรได้อย่างต่อเนื่อง ขณะที่ผู้ประกอบการรายเล็กจะเผชิญความท้าทายในการปรับตัวมากกว่า

มุมมองวิจัยกรุงศรี

วิจัยกรุงศรีประเมินทิศทางการเติบโตของผู้ประกอบการพลาสติกในปี 2568-2570 ดังนี้

  • บรรจุภัณฑ์พลาสติก: คาดว่าผลประกอบการจะเติบโตได้ต่อเนื่อง โดยผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ชนิดกึ่งแข็งกึ่งอ่อนและชนิดอ่อนจะเติบโตตามอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องเช่น อาหารและเครื่องดื่ม ภาคการค้าและการค้าออนไลน์ อย่างไรก็ตาม ความต้องการบรรจุภัณฑ์พลาสติกพื้นฐาน (เช่น ถุงหูหิ้ว) จะลดลงบ้างจากกระแสอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยผู้ประกอบการที่มีเทคโนโลยีการผลิตทันสมัย มีคุณภาพสูง และสามารถผลิตบรรจุภัณฑ์ได้หลากหลายประเภท จะรักษาระดับการเติบโตได้ในเกณฑ์ดี
  • แผ่นฟิล์มพลาสติก ท่อพลาสติก หลอดและท่ออ่อน คาดว่าจะเติบโตในระดับปกติ ยกเว้นแผ่นฟิล์มพลาสติกและหลอดพลาสติกที่ใช้ในเครื่องดื่มอาจเติบโตชะลอลง จากแผนการจัดการขยะพลาสติกระยะที่ 2 ที่มีมาตรการเข้มข้นขึ้น ขณะที่ธุรกิจโดยรวมจะเผชิญการแข่งขันที่รุนแรง เนื่องจากมีผู้ประกอบการจำนวนมาก ทำให้ลูกค้ามีอำนาจต่อรองด้านราคาระดับหนึ่ง
  • ผลิตภัณฑ์พลาสติกในครัวเรือน: คาดว่าจะเติบโตชะลอลงจากการแข่งขันสูง โดยเฉพาะจากผู้ประกอบการต่างชาติ เช่น จีน ซึ่งมีต้นทุนการผลิตต่ำกว่าผู้ประกอบการไทย จึงมีความเสี่ยงที่อัตรากำไรจะลดลง
  • ชิ้นส่วนพลาสติกและผลิตภัณฑ์พลาสติกอื่นๆ: จะเติบโตตามการขยายตัวของอุตสาหกรรมปลายทาง อาทิ ยานยนต์และชิ้นส่วน เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องมือแพทย์ อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงของธุรกิจมาจากการแข่งขันรุนแรงจากผู้ผลิตต่างชาติ (โดยเฉพาะจีน) ซึ่งมีต้นทุนการผลิตต่ำกว่า อีกทั้งผู้ประกอบการบางรายยังคงพึ่งพาลูกค้ารายใหญ่ที่มีจำนวนจำกัด

ข้อมูลพื้นฐาน

พลาสติกเป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอน ส่วนใหญ่ได้จากการกลั่นน้ำมันดิบหรือแยกก๊าซธรรมชาติ แล้วนำเข้าสู่กระบวนการแยกสลายเพื่อให้ได้สารประกอบขนาดเล็ก อาทิ Ethylene, Propylene, Styrene, Phenol และ Acrylonitrile ซึ่งเป็นสารตั้งต้นในการผลิตเม็ดพลาสติก (Plastic resins) ประเภทต่างๆ ที่มีคุณสมบัติแตกต่างกัน เช่น ความเหนียวและการทนความร้อน ก่อนนำไปหลอมและขึ้นรูปเป็นผลิตภัณฑ์พลาสติก (ภาพที่ 1 และ Box 1) สำหรับใช้ในอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ปัจจุบันมีพลาสติกที่ทำจากทรัพยากรหมุนเวียน (Renewable resource) เช่น พลาสติกที่ทำจากกรดโพลีแลกติก (PLA) ที่ได้จากข้าวโพด อ้อย และมันสำปะหลัง ซึ่งสามารถย่อยสลายได้ทางชีวภาพและมีลักษณะการใช้งานเช่นเดียวกับพลาสติกทั่วไป

อุตสาหกรรมพลาสติกของไทยมีมูลค่าตลาดคิดเป็นสัดส่วน 6.7% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) (ข้อมูลล่าสุดปี 2566) และเป็นอุตสาหกรรมสนับสนุนที่เชื่อมต่อระหว่างอุตสาหกรรมปิโตรเคมี (ผลิตวัตถุดิบเม็ดพลาสติก) กับอุตสาหกรรมต่อเนื่องหลายสาขา (End-use industries) ในลักษณะของผลิตภัณฑ์พลาสติกสำเร็จรูป (Finished products) และกึ่งสำเร็จรูป (Semi-finished products) อาทิ อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ ก่อสร้าง ยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องมือแพทย์


กระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์พลาสติกเริ่มต้นจากการหลอมเม็ดพลาสติกด้วยความร้อนในแม่พิมพ์และทำให้เย็นเพื่อให้ได้รูปทรงที่ต้องการ อาจมีการใส่สี (Dyes) และสารเติมแต่ง (Plasticizers) เพื่อเพิ่มคุณสมบัติให้เหมาะสมต่อการใช้งาน เช่น ทนกรด/ด่าง ทนไฟ กันรังสีอัลตราไวโอเลต และเพิ่มความยืดหยุ่น ส่วนการขึ้นรูปพลาสติกทำได้หลายวิธีขึ้นกับวัตถุประสงค์และรูปแบบการใช้งานของผลิตภัณฑ์พลาสติก ประกอบด้วย การเป่าขึ้นรูป (Blow molding) เหมาะกับการผลิตขวดบรรจุภัณฑ์ อาทิ ขวดน้ำ ขวดน้ำมันเครื่อง และขวดแชมพู การฉีดเข้าแม่พิมพ์ (Injection molding) นิยมใช้ในการผลิตชิ้นส่วนอุปกรณ์ อาทิ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนรถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ของใช้ในครัวเรือนและของเล่นเด็ก การอัด (Compression molding) ส่วนใหญ่ใช้กับการผลิตผลิตภัณฑ์ที่ทำจากเมลามินประเภทจาน ชาม ถ้วย และเครื่องครัว และการรีด (Extrusion molding) นิยมใช้ผลิตถุงพลาสติก แผ่นฟิล์มบาง ท่อ PVC ท่อน้ำ และกระสอบพลาสติก โดยผลสำรวจจากสถาบันพลาสติกปี 2566 พบว่าผู้ประกอบการไทยประมาณ 36.5% ผลิตผลิตภัณฑ์พลาสติกด้วยวิธีการฉีดเข้าแม่พิมพ์ รองลงมา คือ การทำฟิล์มและการเป่าขึ้นรูป1/

ด้วยคุณสมบัติทางกายภาพและคุณสมบัติเชิงกลของพลาสติก อาทิ มีน้ำหนักเบา ง่ายต่อการขึ้นรูป สามารถควบคุมการผ่านเข้าออกของก๊าซต่างๆ ป้องกันความชื้นและมีความยืดหยุ่น ทำให้พลาสติกเข้ามามีบทบาทในการเป็นอุตสาหกรรมต้นน้ำสนับสนุนอุตสาหกรรมเฉพาะทางอีกหลายประเภท อาทิ อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ใช้พลาสติกช่วยลดน้ำหนักและอัตราการสิ้นเปลืองพลังงาน อุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้างใช้ผลิตภัณฑ์พลาสติกเพื่อความคงทนและทนการกัดกร่อนของสารเคมี และอุตสาหกรรมวัสดุอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ใช้พลาสติกช่วยเพิ่มมูลค่า (ภาพที่ 2)


ปี 2566 การผลิตพลาสติกทั่วโลกอยู่ที่ 413.8 ล้านเมตริกตัน เพิ่มขึ้น 3.3% จากปี 25652/ และมีมูลค่าตลาดที่ 712 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยทวีปเอเชียเป็นภูมิภาคที่มีการผลิตพลาสติกสูงสุด คิดเป็นสัดส่วนถึง 55.8% ของการผลิตพลาสติกทั่วโลก (ภาพที่ 3) โดยเฉพาะจีนมีสัดส่วนการผลิตสูงถึง 33.3% รองลงมา คือ ภูมิภาคอเมริกาเหนือ (NAFTA) มีสัดส่วนการผลิต 17.1% (นำโดยสหรัฐฯ) และยุโรป 12.3% (นำโดยเยอรมนี) สำหรับความต้องการใช้เม็ดพลาสติกในอุตสาหกรรมต่อเนื่อง พบว่า อุตสาหกรรมการผลิตบรรจุภัณฑ์ใช้เม็ดพลาสติกมากที่สุด คิดเป็น 35% ของเม็ดพลาสติกทั้งหมด รองลงมาคือ อุตสาหกรรมการผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค (23%) และอุตสาหกรรมก่อสร้าง (18%) (ภาพที่ 4)


ประเทศไทยเป็นหนึ่งในฐานการผลิตพลาสติกที่สำคัญของโลก มีมูลค่าทางเศรษฐกิจของอุตสาหกรรมโดยรวมอยู่ที่  1.3 ล้านล้านบาท (ปี 2566) โดยมีจุดแข็งสำคัญจากอุตสาหกรรมปิโตรเคมีของไทยที่มีขนาดใหญ่และมีศักยภาพการผลิตค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในอาเซียน จึงช่วยเพิ่มจุดแข็งและความสามารถในการแข่งขันให้แก่อุตสาหกรรมเม็ดพลาสติก ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ปลายน้ำของอุตสาหกรรมปิโตรเคมี อีกทั้งผู้ประกอบการรายใหญ่ของไทยมีความพร้อมในการวิจัยและพัฒนาประสิทธิภาพของเม็ดพลาสติกเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ทำให้ไทยสามารถผลิตเม็ดพลาสติกเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมต่อเนื่องได้หลากหลายทั้งด้านคุณภาพและราคา โดยปี 2566 ไทยสามารถผลิตเม็ดพลาสติกได้สูงถึง 8.8 ล้านตัน และนำเข้าเพียง 2.4 ล้านตัน โดยเม็ดพลาสติก 49% จะถูกส่งออกไปตลาดต่างประเทศ และ 51% ถูกนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์สนับสนุนอุตสาหกรรมต่อเนื่องในประเทศ อาทิ ยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ และก่อสร้าง อุตสาหกรรมการแปรรูปผลิตภัณฑ์พลาสติก (Plastics converter) ของไทยจึงมีห่วงโซ่การผลิตที่ครอบคลุมทั้งวัตถุดิบต้นน้ำ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ก๊าซธรรมชาติในประเทศ อุตสาหกรรมกลางน้ำ ได้แก่ อุตสาหกรรมปิโตรเคมี (ผลิตเม็ดพลาสติก) และอุตสาหกรรมปลายน้ำ ได้แก่ อุตสาหกรรมปลายทางต่างๆ

ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมแปรรูปผลิตภัณฑ์พลาสติกในประเทศมีจำนวนมากกว่า 3,217 รายในปี 2566 โดยราว 88.2% เป็นผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก (SMEs) และ 11.8% เป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ เนื่องจากการเข้าสู่ธุรกิจทำได้ไม่ยาก ใช้เงินลงทุนไม่มาก และเทคโนโลยีการแปรรูปฯ ยังอยู่ในระดับพื้นฐานและระดับกลาง ส่วนใหญ่เป็นการผลิตผลิตภัณฑ์พลาสติกที่ใช้งานทั่วไป (Commodity product) ภาวะการแข่งขันของธุรกิจจึงค่อนข้างรุนแรงและมีอัตรากำไรต่อหน่วย (Margin) ไม่สูงนัก ทั้งนี้ ผู้ประกอบการส่วนใหญ่กระจุกตัวในภาคกลาง (76.7% ของจำนวนผู้ประกอบการทั้งหมด) โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล (รวมสมุทรปราการ และสมุทรสาคร) รองลงมา คือ ภาคตะวันออก (12.2%) และภาคอีสาน (3.6%) (ภาพที่ 5) ผู้ประกอบการเกือบครึ่งอยู่ในอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ (45.5% ของผู้ประกอบการทั้งหมด) รองลงมา คือ เครื่องใช้ในครัวเรือน (12.3%) และไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (8.7%) ตามลำดับ


อุตสาหกรรมแปรรูปผลิตภัณฑ์พลาสติกของไทยเน้นผลิตเพื่อสนับสนุนตลาดในประเทศ (ประมาณ 80% ของมูลค่าตลาด) แบ่งเป็น (1) ผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคโดยตรง เช่น เครื่องใช้ในครัวเรือน ถุงและหลอดพลาสติก และ (2) ผลิตภัณฑ์เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมต่อเนื่อง (End-use industries) โดยเฉพาะ 5 อุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ บรรจุภัณฑ์พลาสติก เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ อุปกรณ์ก่อสร้าง ชิ้นส่วนยานยนต์ และเครื่องมือและอุปกรณ์การแพทย์ ที่เหลืออีก 20% เป็นการส่งออกไปตลาดต่างประเทศ ส่วนใหญ่เป็นผลิตภัณฑ์พลาสติกเกรดทั่วไป (Commodity product) ซึ่งมีมูลค่าต่อหน่วยต่ำ อาทิ บรรจุภัณฑ์พลาสติก (มูลค่าส่งออกมีสัดส่วนสูงที่สุด) แผ่นฟิล์มชนิด Non-cellular และ Cellular โดยตลาดส่งออกหลัก ได้แก่ อาเซียน (สัดส่วน 28.5% ของมูลค่าส่งออกผลิตภัณฑ์พลาสติกทั้งหมด) ญี่ปุ่น (18.1%) และสหรัฐฯ (19.0%) ด้านการนำเข้าผลิตภัณฑ์พลาสติก อาทิ บรรจุภัณฑ์ (สัดส่วน 15.7% ของมูลค่านำเข้าผลิตภัณฑ์พลาสติกทั้งหมด) แผ่นฟิล์มชนิด Non-cellular (12.8%) และแผ่นฟิล์มชนิด Self-adhesive (11.2%) แหล่งนำเข้าหลัก ได้แก่ จีน (สัดส่วน 47.7% ของมูลค่านำเข้าทั้งหมด) ญี่ปุ่น (15.2%) และอาเซียน (13.8%) (ภาพที่ 6)


โดยทั่วไป โครงสร้างต้นทุนการผลิตของผลิตภัณฑ์พลาสติกประกอบด้วย วัตถุดิบ (เม็ดพลาสติก) 70% แรงงาน 10-15% พลังงาน 8% และอื่นๆ 7-12% สำหรับบรรจุภัณฑ์พลาสติก (มีมูลค่าการผลิตสูงที่สุด) มีต้นทุนหลัก ได้แก่ เม็ดพลาสติก (สัดส่วน 50-80% ของต้นทุนการผลิตทั้งหมด) ขณะที่ต้นทุนด้านพลังงานและแรงงานจะแตกต่างกันตามประเภทผลิตภัณฑ์และเม็ดพลาสติกที่ใช้ โดยบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่ต้องใช้เทคโนโลยีการผลิตขั้นสูงและเครื่องจักรราคาแพง ต้นทุนค่าเสื่อมราคาและอัตราดอกเบี้ยจะมีสัดส่วนค่อนข้างสูง (ภาพที่ 7) สะท้อนว่าการเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติจะส่งผลต่อโครงสร้างต้นทุนของผลิตภัณฑ์พลาสติกและความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรม

สถานการณ์ที่ผ่านมา

ปี 2567 อุตสาหกรรมพลาสติกของไทยเติบโตในอัตราชะลอตัว ตามภาวะเศรษฐกิจไทยที่ฟื้นตัวช้า (+2.5%) โดยความต้องการบริโภคผลิตภัณฑ์พลาสติกได้อานิสงส์จาก (1) การเติบโตของภาคบริการที่เกี่ยวเนื่องกับภาคท่องเที่ยว อาทิ กลุ่มโรงแรมและภัตตาคาร และการบริการด้านสุขภาพ (2) มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐ หนุนความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเพิ่มขึ้น อาทิ นโยบาย Free-Visa ส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้น โครงการเงิน 10,000 บาท (เดือนกันยายน) และการเร่งเบิกจ่ายเงินงบประมาณภาครัฐ ช่วยเร่งการขยายตัวของเศรษฐกิจ (3) การขยายตัวของการค้าออนไลน์ โดยพฤติกรรมผู้บริโภคยังนิยมใช้บริการ Food delivery ส่งผลให้มีความต้องการสินค้าในกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มต่อเนื่อง รวมถึงการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวันที่อุปสงค์ที่ขยายตัว หนุนความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์พลาสติกโดยเฉพาะกลุ่มบรรจุภัณฑ์

อย่างไรก็ตาม ความต้องการใช้เม็ดพลาสติกและผลิตภัณฑ์พลาสติกของไทยถูกกดดันจากปัจจัย อาทิ (1) กำลังซื้อในประเทศฟื้นตัวช้าโดยเฉพาะกลุ่มครัวเรือนฐานราก ซึ่งเผชิญปัญหาหนี้ครัวเรือนสูง ทำให้ผู้บริโภคเพิ่มความระมัดระวังการใช้จ่าย โดยชะลอการซื้อสินค้าคงทน เช่น บ้านและยานพาหนะ (2) สินค้าราคาถูกจากจีนหลั่งไหลเข้ามาแข่งขันด้านราคาในประเทศจำนวนมาก (3) กิจกรรมทางเศรษฐกิจทั่วโลกฟื้นตัวช้า รวมถึงจีน ซึ่งเป็นตลาดส่งออกสำคัญของไทย กดดันการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมต่อเนื่องของพลาสติก และ (4) กำลังการผลิตใหม่ของโรงงานปิโตร-เคมีที่เพิ่มขึ้นในเอเชียโดยเฉพาะจีน ทำให้มีภาวะอุปทานส่วนเกินของเม็ดพลาสติกบางผลิตภัณฑ์ (เช่น HDPE) มีผลให้ราคาปรับลดลง นอกจากนี้ ยังมีความไม่สงบในตะวันออกกลางซึ่งทำให้ราคาพลังงานผันผวนเป็นระยะกระทบต่อราคาต้นทุนวัตถุดิบ ทั้งยังทำให้การขนส่งสินค้ามีต้นทุนสูงขึ้น (ราคาน้ำมันดิบดูไบทรงตัวสูงที่ระดับเฉลี่ย 80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล) (ภาพที่ 8) ปัจจัยข้างต้นนับเป็นข้อจำกัดการเติบโตของอุตสาหกรรม


สำหรับสถานการณ์ของอุตสาหกรรมพลาสติกปี 2567 สามารถสรุปได้ดังนี้

  • ดัชนีผลผลิตเม็ดพลาสติกขยายตัวในระดับต่ำที่ 0.4% จากปี 2566 (ภาพที่ 9) แต่ยังคงสูงกว่าการขยายตัวของดัชนีฯ เฉลี่ยของอุตสาหกรรมโดยรวม (MPI) ที่หดตัวเฉลี่ย -1.8% ผลจากการผลิตเม็ดพลาสติกบางประเภท อาทิ Polyethylene terephthalate (PET) ขยายตัว 11.2% จากปี 2566 ตามความต้องการใช้บรรจุภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมปลายน้ำของพลาสติกที่ค่อนข้างอ่อนแอ ทำให้ผู้ประกอบการมีการปรับลดกำลังการผลิตให้สอดคล้องกับอุปสงค์ อาทิ ปริมาณการผลิต Polyethylene (PE) และ Polypropylene (PP) ซึ่งเป็นวัตถุดิบตั้งต้นสำหรับการผลิตพลาสติกที่ใช้ในชิ้นส่วนยานยนต์ลดลง -1.9% และ -1.4% ตามลำดับ สอดคล้องกับ MPI ของอุตสาหกรรมยานยนต์ที่หดตัว -17% เมื่อผนวกกับความสามารถในการแข่งขันของสินค้าปิโตรเคมีไทยที่ปรับลดลงเมื่อเทียบกับผู้ประกอบการในจีน สหรัฐฯ และตะวันออกกลางซึ่งมีการขยายกำลังการผลิตต่อเนื่อง และมีต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่าไทย ส่งผลให้เม็ดพลาสติกของไทยเสียส่วนแบ่งตลาดบางส่วนให้กับผู้ผลิตจากประเทศดังกล่าว จึงกระทบต่อการผลิตเม็ดพลาสติกของไทยเป็นลำดับ
  • การผลิตผลิตภัณฑ์พลาสติกเพิ่มขึ้น 3.6% จากปี 2566 จากการผลิตบรรจุภัณฑ์ และผลิตภัณฑ์พลาสติกกึ่งสำเร็จรูปและสำเร็จรูป หลังจากผู้ประกอบการเร่งระบายสินค้าคงคลัง (Inventory destocking) ในช่วงหลายปีก่อนหน้า นอกจากนี้ การเร่งเบิกจ่ายเงินงบประมาณภาครัฐทำให้การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานตามโครงการต่างๆ ดำเนินไปได้ต่อเนื่อง สะท้อนจากการก่อสร้างภาครัฐพลิกกลับมาเร่งตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงครึ่งหลังของปี 2567
  • ยอดขายผลิตภัณฑ์พลาสติกในประเทศเพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.7% จากปี 2566 จากการขยายตัวของผลิตภัณฑ์ อาทิ พลาสติกแผ่น (+13.6%) และแผ่นฟิล์มพลาสติก (+12.8%) ขณะที่ท่อและข้อต่อพลาสติกหดตัว -4.8% ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการก่อสร้างภาคเอกชนที่ลดลง -1.7% นอกจากนี้ ยอดขายผลิตภัณฑ์พลาสติกยังได้รับผลกระทบจากมาตรการขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากประเทศที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ โดยเฉพาะจีน ทำให้มีสินค้าจากต่างประเทศบางส่วนเข้ามาสู่ไทยมากขึ้น เมื่อผนวกกับความต้องการของผู้บริโภคที่ชะลอลง ทำให้ยอดขายโดยรวมเติบโตอย่างจำกัด
  • ปริมาณส่งออกเม็ดพลาสติกและผลิตภัณฑ์พลาสติกขยายตัว 0.2% และ 12.2% ตามลำดับ โดยการส่งออกเม็ดพลาสติกเพิ่มขึ้นในกลุ่ม Polyacetal (POM) ซึ่งใช้ในการผลิตยานยนต์ มีการส่งออกเพิ่มขึ้น 14.7% สอดคล้องกับยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลกปี 2567 ที่เพิ่มขึ้นถึง 25.0% ต่อเนื่องจากปี 2566 ที่เพิ่มขึ้น 35% สำหรับการส่งออกเม็ดพลาสติกหลัก เช่น Polyethylene (PE) หดตัว -4.1% จากปี 2566 ตามการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกและอุปทานใหม่ที่เพิ่มเข้ามาซึ่งมากกว่าครึ่งเป็นอุปทานที่มาจากจีน โดยปริมาณส่งออกไปตลาดหลัก อาทิ จีน (สัดส่วน 26.9% ของการส่งออกเม็ดพลาสติก) หดตัว -7.1% และอินเดีย หดตัว -6.0% ด้านปริมาณนำเข้าเม็ดพลาสติกอยู่ที่ 2.8 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 11% จากปีก่อนหน้า (ภาพที่ 10) สำหรับปริมาณส่งออกผลิตภัณฑ์พลาสติกเพิ่มขึ้นในกลุ่มถุง กระสอบพลาสติก แผ่นฟิล์ม พลาสติกปูพื้น เครื่องใช้พลาสติกในครัวเรือน และบรรจุภัณฑ์พลาสติก โดยปริมาณการส่งออกไปตลาดหลัก ได้แก่ อาเซียน (สัดส่วน 27.9%) ขยายตัว 2.8% และญี่ปุ่น (สัดส่วน 12.9%) เพิ่มขึ้น 2.6% ด้านการนำเข้าอยู่ที่ 1.2 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 18.7% จากปี 2566


แนวโน้มอุตสาหกรรม

ปี 2568-2570 วิจัยกรุงศรีคาดว่าความต้องการใช้พลาสติกทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 2.0-3.0% ต่อปี โดยเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องในระดับปานกลาง (IMF คาดจะอยู่ในช่วง 3.0-3.5% ต่อปี) ขณะที่ทางการจีนมีแผนออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2567 ทำให้คาดว่าการบริโภคของจีนจะปรับตัวดีขึ้น อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจโลกยังมีแนวโน้มเติบโตต่ำกว่าช่วงก่อน COVID-19 (เฉลี่ย 3.7% ช่วงปี 2553-2562) และการขยายกำลังการผลิตเม็ดพลาสติกในภูมิภาคเอเชียทำให้มีอุปทานส่วนเกินเข้าสู่ตลาดเพิ่มขึ้น จะเป็นแรงกดดันให้ราคาเม็ดพลาสติกโดยรวมเพิ่มขึ้นได้ไม่มากนัก (ภาพที่ 11) สำหรับประเทศไทย คาดว่าเศรษฐกิจจะทยอยฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยมีแรงหนุนจากภาคท่องเที่ยว (คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจะทยอยเพิ่มขึ้นสู่ระดับก่อนเกิดวิกฤติ COVID-19 ในปี 2570) รวมถึงการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมปลายทาง อาทิ อุตสาหกรรมผลิตบรรจุภัณฑ์ เครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนยานยนต์ ก่อสร้าง และเครื่องมือแพทย์ ซึ่งมีสัดส่วนรวมกันเกือบ 80% ของความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์พลาสติกทั้งหมด ตลอดจนนโยบายส่งเสริมการลงทุนอุตสากรรมเป้าหมายของภาครัฐ จะมีส่วนสนับสนุนความต้องการใช้พลาสติกในห่วงโซ่อุปทาน อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมพลาสติกไทยยังเผชิญความไม่แน่นอนจากหลายปัจจัยที่อาจกระทบการเติบโต โดยเฉพาะสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนที่อาจทำให้ผลิตภัณฑ์พลาสติกหลั่งไหลเข้าสู่ไทยและประเทศคู่ค้าของไทย ทำให้การแข่งขันด้านราคากับสินค้าจีนจะรุนแรงขึ้นทั้งตลาดในและต่างประเทศ นอกจากนี้ กระแสรักษ์สิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนส่งผลให้การผลิตสินค้าขั้นปลายบางประเภทมีแนวโน้มหันมาใช้วัตถุดิบที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น อีกทั้งความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical risks) ที่มีโอกาสตึงเครียดขึ้นเป็นระยะ จะกระทบราคาน้ำมันซึ่งเป็นวัตถุดิบหลัก ทำให้ต้นทุนการผลิตมีทิศทางปรับสูงขึ้น (กรณีฐาน คาดว่าราคาน้ำมันดิบดูไบจะเฉลี่ยในช่วง 75-80 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล) จากปัจจัยข้างต้น วิจัยกรุงศรีจึงคาดว่าปี 2568-2570 ยอดขายผลิตภัณฑ์พลาสติกในประเทศและปริมาณส่งออกจะเพิ่มขึ้นในอัตราเฉลี่ย 2.0-3.0% ต่อปี (ภาพที่ 12) ซึ่งเป็นผลจากการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมปลายทางที่มีความแตกต่างกัน สรุปได้ดังนี้


  • อุตสาหกรรมผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติก: จากคาดการณ์ว่าการบริโภคบรรจุภัณฑ์พลาสติกชนิดอ่อน (Flexible Packaging) ทั่วโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 4.5% ต่อปี (ที่มา: Grand View Research) ขณะที่บรรจุภัณฑ์พลาสติกชนิดแข็ง (Rigid Packaging) จะเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 3.3% ต่อปี (ที่มา: Technavio) ผลจากบรรจุภัณฑ์พลาสติกชนิดอ่อนมีน้ำหนักที่เบากว่า ต้นทุนการขนส่งต่ำกว่าและการใช้งานมีความหลากหลายกว่าบรรจุภัณฑ์พลาสติกชนิดแข็ง โดยตลาดส่งออกในภูมิภาคอาเซียนและอินเดียจัดเป็นตลาดที่มีศักยภาพจากความต้องการในประเทศที่แข็งแกร่ง สำหรับประเทศไทย วิจัยกรุงศรีประเมินว่าปี 2568-2570 ปริมาณการผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติกจะขยายตัวที่ระดับเฉลี่ย 2.5-3.0% ต่อปี ใกล้เคียงกับการขยายตัวที่ 2.7% ในปี 2567 (ภาพที่ 13) ผลจากภาคการบริโภคและการบริการที่ยังคงเติบโตได้ ทำให้มีความต้องการใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกทั้งแบบอ่อนตัวและแบบคงรูป ดังนี้  (1) ความต้องการบรรจุภัณฑ์ในกลุ่มสินค้าที่เกี่ยวกับการบริโภคประจำวันมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามกำลังซื้อที่ทยอยฟื้นตัว อาทิ อาหาร เครื่องดื่มและสินค้าอุปโภคบริโภค (บรรจุภัณฑ์พลาสติกจะใช้ในกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มมากถึง 70% อีก 30% จะใช้ในกลุ่มที่ไม่ใช่อาหาร) (2) ความต้องการอาหารพร้อมทาน แช่แข็งและแปรรูปต่างๆ ที่คาดว่าจะเติบโตได้ดีต่อเนื่อง ตามการขยายตัวของชุมชนเมือง และวิถีชีวิตของผู้บริโภคในสังคมเมืองที่มีพฤติกรรมเร่งรีบ ทำให้มีความต้องการบริโภคอาหารที่มีความสะดวก ประกอบกับสินค้ากลุ่มนี้สามารถหาซื้อได้ง่ายตามร้านสะดวกซื้อซึ่งมีสาขากระจายอยู่ทั่วประเทศ หนุนการผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติก โดยเฉพาะถุงพลาสติกและแผ่นฟิล์มพลาสติกสำหรับอาหาร และ (3) การเติบโตของภาคค้าปลีกและธุรกิจ E-commerce ส่งผลบวกต่อบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่เกี่ยวข้อง อาทิ ฟิล์ม กล่องพลาสติกสำหรับบรรจุอาหาร ถุงและขวดพลาสติก รวมถึงบริการด้านการออกแบบบรรจุภัณฑ์ (Packaging Solution) ที่ดึงดูดความสนใจของผู้ซื้อสินค้าออนไลน์

    อย่างไรก็ตาม ความต้องการใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกพื้นฐานโดยเฉพาะถุงพลาสติกมีแนวโน้มชะลอลงบ้าง จากความต้องการใช้พลาสติกที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น สะท้อนจากนโยบายภาครัฐที่มุ่งส่งเสริมการบริโภคพลาสติกอย่างยั่งยืน ภายใต้แผนจัดการขยะพลาสติกระยะที่ 2 (ปี 2566-2570) ซึ่งสนับสนุนการใช้พลาสติกชีวภาพ (Bioplastics) และพลาสติกที่นำกลับมาใช้ซ้ำหรือรีไซเคิลได้ แทนการใช้พลาสติกที่ผลิตจากปิโตรเลียมแบบครั้งเดียวทิ้งซึ่งย่อยสลายได้ยาก นอกจากนี้ แรงกดดันยังมาจากต้นทุนราคาวัตถุดิบ (เม็ดพลาสติก) ที่มีแนวโน้มทรงตัวสูงต่อเนื่องตามราคาน้ำมันดิบโลก

  • อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์: คาดว่าปริมาณการผลิตและมูลค่าส่งออกจะเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 10-15% และ 6.5-7.5% ต่อปี ตามลำดับ ผลจากทิศทางยอดขายแผงวงจรรวม (Integrated Circuit: ICs) ทั่วโลกมีแนวโน้มฟื้นตัว (ภาพที่ 14) โดยมีแรงหนุนจาก (1) ความต้องการใช้ AI Chips เพิ่มขึ้นใน AI-based applications (เช่น Generative AI Models, Data Centers, Edge Infrastructure and Endpoint Devices) โดย Gartner คาดการณ์ว่ายอดขาย AI Chips จะเพิ่มขึ้น 29.1% ในปี 2025 (2)  ความต้องการชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์หรือ Semiconductor สำหรับ EVs มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในตลาดโลก (IEA คาดความต้องการ EVs จะเติบโตเฉลี่ย 18.2% ในช่วงปี 2567-2573) และการเร่งพัฒนา Autonomous Vehicle ในระดับ  Full Driving Automation โดยปัจจุบัน Semiconductor ที่ใช้ในรถยนต์มีส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ 42% ของการใช้ Semiconductor ทั่วโลก และ (3) การเข้าสู่ Cycle รอบใหม่ของการเปลี่ยน PCs ในปี 2024-2025 สำหรับแรงหนุนด้านอุปทานส่วนหนึ่งมาจากการเข้ามาลงทุนของบริษัทต่างชาติในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ในไทยมากขึ้น โดยพิจารณาจากปี 2566 สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (Board of Investment: BOI) ได้อนุมัติส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นถึง 233.6% โดยเฉพาะการลงทุนในแผ่นวงจรพิมพ์จากบริษัทสัญชาติจีน ไต้หวัน ญี่ปุ่นและไทย มีอัตราการขยายตัวรวมกันสูงถึง 343.2% ขณะที่ในช่วง 9 เดือนแรกปี 2567 การลงทุนยังคงเติบโตต่อเนื่องที่  31.1% YoY ช่วยหนุนให้ไทยกลายเป็นคลัสเตอร์ผู้ผลิตแผ่นวงจรพิมพ์ใหญ่ที่สุดในอาเซียน ด้านการผลิตอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าจะขยายตัวตามความต้องการที่เพิ่มขึ้นทั้งตลาดในประเทศและตลาดส่งออก โดยเฉพาะเอเชีย ยังมีอัตราการถือครองเครื่องใช้ไฟฟ้าในระดับค่อนข้างต่ำ อาทิ เครื่องปรับอากาศ ซึ่งหลายประเทศมีอัตราถือครองต่ำกว่า 20% ของจำนวนครัวเรือนทั้งหมด จึงเป็นโอกาสของไทยซึ่งเป็นฐานการผลิตและส่งออกสู่ตลาดโลก

  • อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์: มีแนวโน้มชะลอตัวตามทิศทางการผลิตรถยนต์ โดยปี 2568-2570 คาดว่าการผลิตรถยนต์ในประเทศจะกระเตื้องขึ้นเล็กน้อยเฉลี่ยที่ 3.5% ถึง 4.5% ต่อปี (1.57-1.60 ล้านคันต่อปี) หลังจากหดตัวรุนแรง –20.2% ในปี 2567 (ภาพที่ 15) โดยปัจจัยที่จะหนุนอุปสงค์รถยนต์เพิ่มขึ้นมาจาก (1) กิจกรรมในภาคธุรกิจและการลงทุนจะปรับดีขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะการเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมและการเติบโตของภาคท่องเที่ยว จะกระตุ้นความต้องการรถยนต์เพื่อการเดินทางและเพื่อการพาณิชย์เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ผลผลิตเกษตรที่มีแนวโน้มสูงขึ้น (คาดว่าปริมาณน้ำฝนจะเพิ่มขึ้นจากปรากฏการณ์ La Niña ในปี 2568 เอื้อต่อการเพาะปลูก) จะเพิ่มความต้องการใช้รถกระบะเพื่อบรรทุกพืชผลเกษตร (2) มาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ อาทิ การปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตรถยนต์ HEV ในช่วงปี 2567-2570 และการผลิตรถยนต์ BEV ภายใต้มาตรการสนับสนุน EV 3.0 และ 3.5 จะเป็นปัจจัยบวกที่ทำให้ความต้องการใช้พลาสติกที่เกี่ยวข้องมีมากขึ้น เนื่องจากการผลิตรถ EV ใช้พลาสติกเป็นส่วนประกอบมากกว่า 50% ต่อคัน เพื่อลดน้ำหนักของรถ ซึ่งรวมถึงพลาสติกที่มีคุณสมบัติพิเศษ (Specialty) เช่น พีพีคอมพาวด์ (Polypropylene Compound) และ (3) ตลาดส่งออกรถยนต์มีแนวโน้มฟื้นตัวตามทิศทางการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้า โดยเฉพาะตลาดในอาเซียน

  • อุตสาหกรรมก่อสร้าง: มูลค่าการลงทุนก่อสร้างโดยรวมมีแนวโน้มขยายตัวเฉลี่ย 3.5-4.0% ต่อปี เทียบกับ 2.2% ปี 2567 โดยมีปัจจัยหนุนจากการที่ภาครัฐมีแนวโน้มเร่งดำเนินงานโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่โดยเฉพาะในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC) ส่งผลให้งานก่อสร้างภาครัฐจะเติบโตที่ระดับ 4.0-4.5% ต่อปี ขณะที่งานก่อสร้างภาคเอกชนจะเติบโต 3.5-4.0% ต่อปี จากการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์สำหรับที่อยู่อาศัยและโครงการเชิงพาณิชย์ (เช่น ศูนย์การค้าและอาคารสำนักงาน) ปัจจัยข้างต้นจะหนุนความต้องการใช้วัสดุก่อสร้างที่ทำจากพลาสติกหรือมีพลาสติกเป็นส่วนประกอบ อาทิ พีวีซี (Polyvinyl Chloride: ใช้ทำท่อประปา ท่อร้อยสายไฟ กรอบหน้าต่าง ประตู และพื้นไวนิล) โพลีคาร์บอเนต (Polycarbonate: ใช้ทำหลังคาโปร่งแสง กันสาด แผ่นกั้นห้อง และกระจกนิรภัย) พอลิโพรพิลีน (Polypropylene: ใช้ทำถังเก็บน้ำ ท่อระบายน้ำ และแผ่นกันซึม) (ภาพที่ 16) โดยแนวโน้มความต้องการใช้พลาสติกในภาคก่อสร้างจะเน้นวัสดุที่ทนทาน คุณภาพสูงและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

  • อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์: ยอดจำหน่ายอุปกรณ์เครื่องมือแพทย์ในประเทศมีแนวโน้มขยายตัวเฉลี่ย 6.5-7.0% ต่อปี ขณะที่มูลค่าส่งออกเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 7.5-8.5% ต่อปี (ภาพที่ 17) โดยความต้องการใช้อุปกรณ์เครื่องมือแพทย์ได้แรงสนับสนุนจาก (1) การเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ (Aged society) ของประชากรไทย ทำให้มีความต้องการรักษาโรคซับซ้อนและต่อเนื่อง รวมถึงอุปกรณ์สำหรับผู้สูงอายุเพื่อใช้ในชีวิตประจำวัน (เช่น เครื่องผลิตออกซิเจน เครื่องพ่นยา และราวจับช่วยเดิน) (2) อัตราการเจ็บป่วยจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (อาทิ โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดในสมองตีบ) มีแนวโน้มปรับสูงขึ้น จากพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ไม่ดีต่อสุขภาพ  (3) คาดว่าตลาดท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของไทยจะเติบโตดีต่อเนื่อง โดย Allied Market Research คาดมูลค่าตลาดจะอยู่ที่ 24.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2570 เพิ่มขึ้นมากจาก 9.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2566 ประกอบกับกระแสการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน (Self-care) ซึ่งเป็นที่นิยมทั่วโลก จะทำให้มีความต้องการอุปกรณ์การแพทย์ที่ใช้งานได้เองที่บ้านเพิ่มขึ้น อาทิ เครื่องวัดความดันในบ้าน เครื่องตรวจน้ำตาล และเครื่องวัดไข้ (4) นโยบายภาครัฐสนับสนุนให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตเครื่องมือแพทย์ในอาเซียนภายในปี 2570 และ (5) ประเทศคู่ค้าของไทยมีความต้องการอุปกรณ์แพทย์ต่อเนื่อง เช่น สหรัฐฯ มีความต้องการอุปกรณ์ในกลุ่มวัสดุสิ้นเปลือง (ถุงมือยางทางการแพทย์) และกลุ่มน้ำยาและชุดวินิจฉัยโรค จีนและญี่ปุ่นมีความต้องการชุดตรวจกลุ่มเลือด (In vitro diagnostic devices) รวมถึงอุปกรณ์การแพทย์ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลผู้สูงอายุ เป็นต้น

ระยะต่อไป คาดว่าจะมีการใช้พลาสติกในการผลิตเครื่องมือแพทย์แทนโลหะ เซรามิคและแก้วมากขึ้น เนื่องจากมีต้นทุนวัตถุดิบที่ต่ำกว่า ขณะที่มีคุณสมบัติเหมาะสม อาทิ ขึ้นรูปได้ง่าย สามารถปรับรูปร่างให้ตรงกับความต้องการ มีน้ำหนักเบา ทนต่อสารเคมีและกระบวนการฆ่าเชื้อด้วยรังสี ทำให้ไม่เกิดสารปนเปื้อนจากการกัดกร่อนเหมือนโลหะ ทั้งยังสามารถนำไปผสมกับวัสดุอื่น เช่น ยางหรือสารเคมีชีวภาพ ทำให้ได้วัสดุเชิงประกอบ (Composite) ที่มีประสิทธิภาพ ปลอดภัยและมีคุณสมบัติตรงตามความต้องการ โดยเฉพาะเม็ดพลาสติกชนิดพิเศษที่สามารถผลิต Smart material และอุปกรณ์การแพทย์ประเภทสอดใส่ในร่างกายผู้ป่วย เช่น โครงสร้างลิ้นหัวใจเทียม

ผู้ประกอบการไทยที่มีศักยภาพมีแนวโน้มเร่งปรับตัวเพื่อรักษาระดับการเติบโต โดยการพัฒนาผลิตภัณฑ์พลาสติกที่มีมูลค่าเพิ่มสูงเพื่อตอบรับการเติบโตของอุตสาหกรรมที่ต้องการวัสดุคุณภาพสูง (อาทิ ยานยนต์ไฟฟ้า เครื่องมือแพทย์ หุ่นยนต์ และอากาศยาน ) รวมถึงการผลิตพลาสติกทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมหรือ “พลาสติกชีวภาพ (Bio-plastic)” (อาทิ Sustainable Polypropylene Products การพัฒนาเม็ดพลาสติก PE100RC เพื่อใช้ผลิตท่อ HDPE สำหรับงานโครงสร้างพื้นฐาน และการผลิตฟิล์มยืดจากเม็ดพลาสติกรีไซเคิล (Post-Consumer-Recycled resin: PCR) ตามนโยบายสนับสนุนภาครัฐ ซึ่งมีการปรับกฏระเบียบให้เอื้อต่อการพัฒนาอุตสาหกรรม (อาทิ การอนุญาตให้โรงงานที่ใช้อ้อยเป็นวัตถุดิบ เช่น โรงงานเคมีชีวภาพและโรงงานเอทานอล สามารถตั้งในบริเวณใกล้กับโรงงานน้ำตาลได้ จากเดิมต้องมีระยะห่างการตั้งโรงงานที่ 50 กิโลเมตร และมาตรการลดหย่อนภาษีนิติบุคคลเป็นจำนวน 25% ของรายจ่ายเพื่อซื้อผลิตภัณฑ์พลาสติกที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ (ปี 2565-2567) เมื่อผนวกกับการเป็นแหล่งผลิตวัตถุดิบตั้งต้น (อาทิ อ้อย มันสำปะหลังและข้าวโพด) จึงส่งผลให้ไทยเป็นผู้ส่งออกรายสำคัญของอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพในตลาดโลก โดยสมาคมอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพแห่งประเทศไทย (TBIA) คาดว่าการผลิตเม็ดพลาสติกชีวภาพจะเพิ่มขึ้นเป็น 375,000-400,000 ตันต่อปีในระยะข้างหน้า จากศักยภาพกำลังการผลิตปัจจุบันที่ 95,000 ตันต่อปี ขณะที่ภาคเอกชนรายใหญ่ของไทยมีการร่วมทุนกับผู้ประกอบการรายใหญ่จากต่างประเทศ (อาทิ NatureWorks บริษัทร่วมทุนระหว่าง Cargill ของสหรัฐฯ และ PTT Global Chemical (GC) ของไทย ผลิตพลาสติก PLA ด้วยกำลังการผลิต 75,000 ตันต่อปี คาดจะเริ่มการผลิตในปี 2568 และ Braskem ผู้ประกอบการรายใหญ่ด้านพลาสติกชีวภาพของบราซิลและ SCG Chemicals ของไทย จะตั้งโรงงานผลิตเอทิลีนชีวภาพ (Green-Ethylene) เพื่อเป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตเม็ดพลาสติกชีวภาพ (Green-Polyethylene) ทั้งนี้ เพื่อตอบรับความต้องการพลาสติกที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีทิศทางเติบโตต่อเนื่องในตลาดโลกโดยเฉพาะเอเชียและยุโรป และนำมาซึ่งโอกาสใหม่ๆ ให้แก่ภาคธุรกิจในระยะข้างหน้า

ความท้าทายของอุตสาหกรรมในระยะข้างหน้า จะมาจาก (1) กำลังซื้อทั้งในและต่างประเทศที่ฟื้นตัวค่อนข้างช้า ขณะที่จีนมีการลงทุนทำนิคมอุตสาหกรรมปิโตรเคมีขนาดใหญ่ในประเทศในช่วงที่ผ่านมา ทำให้การนำเข้าเม็ดพลาสติกจากไทยมีแนวโน้มลดลงเป็นลำดับ (2) กฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่มีความเข้มงวดมากขึ้นในต่างประเทศ โดยเฉพาะสหภาพยุโรป อาทิ EU Bottle Cap Regulation กำหนดให้ฝาขวดพลาสติกทั้งหมดหลังจากเปิดแล้ว ต้องผูกติดอยู่กับภาชนะที่มีความจุน้อยกว่า 3 ลิตร โดยบังคับใช้อย่างเป็นทางการเมื่อ 3 กรกฏาคม 2567 และ CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) ซึ่งแม้พลาสติกยังไม่ได้อยู่ในกลุ่มสินค้าที่ต้องรายงานการปล่อยคาร์บอน แต่อาจได้รับผลกระทบในระยะต่อไป เนื่องจากมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงในกระบวนการผลิต ผู้ผลิตพลาสติกจึงต้องเตรียมพร้อมสำหรับมาตรการที่อาจเข้มงวดขึ้นในอนาคต และ (3) การมุ่งพัฒนาการผลิตพลาสติกให้มีความยั่งยืนและมีประสิทธิภาพ ทั้งด้านการใช้พลังงาน และการเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน รวมถึงการเตรียมพร้อมด้านการมีส่วนรับผิดชอบในการบริหารทรัพยากรขยะและของเสียที่เกิดขึ้นจากการผลิตและการใช้งานของผู้บริโภค (EPR: Extended Producer Responsibility) ซึ่งจะกำหนดเป็นกฎหมายในอีก 2-3 ปีข้างหน้า


ที่มา: https://www.krungsri.com/th/research/industry/industry-outlook/petrochemicals/plastics/io/io-plastics-2025-2027

No Comments

Sorry, the comment form is closed at this time.

This website uses cookies to improve user experience. By using our website you consent to all cookies in accordance with our privacy policy. เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    เปิดใช้งานตลอด

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • Performance

    Performance cookies are used to see how visitors use the website, eg. analytics cookies. Those cookies cannot be used to directly identify a certain visitor.

บันทึกการตั้งค่า