เจาะลึก ‘มหากาพย์ EPR’ ปฏิวัติขยะบรรจุภัณฑ์สู่ขุมทรัพย์เศรษฐกิจโลก

เจาะลึก ‘มหากาพย์ EPR’ ปฏิวัติขยะบรรจุภัณฑ์สู่ขุมทรัพย์เศรษฐกิจโลก

จากนโยบายสิ่งแวดล้อมสู่กลไกสร้างรายได้มหาศาล  EPR คือทางรอดเศรษฐกิจยุคใหม่ที่เปลี่ยน “ภาระขยะ” ให้เป็น “มูลค่า” ขณะที่ประเทศไทยเตรียมยกระดับจากระบบสมัครใจสู่กฎหมายบังคับใช้จริงภายในปี  2568 หวังดึงผู้ผลิตร่วมรับผิดชอบวงจรชีวิตสินค้า 100%

การบริหารจัดการขยะโลกกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ เมื่อแนวคิด Extended Producer Responsibility (EPR) หรือ การขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต ไม่ได้เป็นเพียงแค่โครงการ CSR อีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่กว่า 63 เขตอำนาจศาลทั่วโลกกำลังเร่งตรากฎหมายบังคับใช้ เพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ที่ยั่งยืนและคืนกำไรให้กับภาคธุรกิจ

มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญระดับโลก ปลดล็อกศักยภาพ EPR

จากการระดมสมองของผู้นำภาคเอกชนทั่วโลก พบว่าหัวใจสำคัญที่จะทำให้ EPR ขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้จริงประกอบด้วย

  • นวัตกรรมดิจิทัลและการติดตาม (Traceability): Vikram Prabhakar จาก Recykal ชี้ให้เห็นว่าเทคโนโลยี AI และระบบรหัสลับ (Encrypted Code) บนบรรจุภัณฑ์จะเปลี่ยนโลกของการรีไซเคิล ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ “รัฐกัว ประเทศอินเดีย” ที่เตรียมเปิดตัวระบบมัดจำคืนเงินดิจิทัลในปี พ.ศ. 2569 ซึ่งจะบันทึกการเดินทางของขวดเครื่องดื่มทุกใบตั้งแต่โรงงานจนถึงเครื่องรับคืนอัตโนมัติ ช่วยลดการรั่วไหลของขยะสู่ธรรมชาติได้อย่างแม่นยำ
  • โอกาสใหม่ในประเทศกำลังพัฒนา: Roberto Benetello จาก MAREA มองว่า EPR คือโอกาสทางเศรษฐกิจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประเทศกำลังพัฒนา เพราะจะเกิดตลาดใหม่ในการรับรองสิทธิการรีไซเคิล (Recycling Claims) และการจ้างงานในภาคส่วนการจัดการข้อมูล รวมถึงการยกระดับคุณภาพชีวิตของกลุ่มคนเก็บขยะนอกระบบให้เข้ามาอยู่ในระบบที่มีสวัสดิการและปลอดภัย
  • พลังของความร่วมมือรัฐ-เอกชน: Beatriz Mejia จาก The Coca Cola Company เน้นย้ำว่าในอีก 5 ปีข้างหน้า EPR ในแถบละตินอเมริกาจะช่วยสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับกลุ่มสหกรณ์คนเก็บขยะ และกระตุ้นให้นักออกแบบสินค้าหันมาใช้ “Eco-design” ที่เอื้อต่อการหมุนเวียนวัสดุมากขึ้น
  • กลไกการเงินที่ยั่งยืน: Maarten Dubois จาก Deloitte และ Cédric Dever จาก Consumer Goods Forum ยืนยันตรงกันว่า EPR คือเครื่องมือที่ช่วยสร้างรายได้ที่คาดการณ์ได้ (Predictable Revenue) เพื่อนำไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานการคัดแยกและรีไซเคิล ซึ่งช่วยลดภาระงบประมาณของภาครัฐในระยะยาว
  • กับดัก “ค่าธรรมเนียม” และการไหลออกของทรัพยากร: Akshay Shah จาก Silafrica ให้ข้อคิดที่น่าสนใจว่า ค่าธรรมเนียม EPR ที่แตกต่างกันเกินไปในแต่ละประเทศ (เช่น PET มีตั้งแต่ 700 ไปจนถึง 20,000 กว่าบาทต่อตัน) อาจทำให้เกิดการส่งออกขยะที่มีค่าไปยังประเทศที่ให้ค่าตอบแทนสูงกว่า ซึ่งส่งผลเสียต่ออุตสาหกรรมรีไซเคิลในประเทศต้นทาง

เจาะลึกสถานการณ์ในประเทศไทย จาก “สมัครใจ” สู่ “กฎหมายบังคับ”

ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงรอยต่อสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบ EPR อย่างเต็มตัว โดยมีรายละเอียดที่น่าจับตามองดังนี้

1. ร่าง พ.ร.บ. การจัดการขยะอย่างยั่งยืน

กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กำลังเร่งจัดทำ ร่างพระราชบัญญัติการบริหารจัดการขยะอย่างยั่งยืน พ.ศ. …. ซึ่งหัวใจสำคัญคือการกำหนดให้ผู้ผลิตเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการจัดการบรรจุภัณฑ์ โดยคาดว่าจะมีการนำเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีและรัฐสภาภายในปี พ.ศ. 2568 นี้ กฎหมายฉบับนี้จะเปลี่ยนโฉมการจัดการขยะจากเดิมที่เป็นหน้าที่ของท้องถิ่นฝ่ายเดียว ให้กลายเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของผู้ผลิต

2. โครงการนำร่อง “PackBack” โดย TIPMS

สถาบันการจัดการบรรจุภัณฑ์และรีไซเคิลเพื่อสิ่งแวดล้อม (TIPMS) ภายใต้สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ได้ดำเนินโครงการ “PackBack เก็บกลับบรรจุภัณฑ์เพื่อวันที่ยั่งยืน” โดยร่วมกับเทศบาลในจังหวัดชลบุรี เพื่อทดลองระบบการจัดเก็บขยะ 5 ประเภท (พลาสติก, แก้ว, กระดาษ, โลหะ, อลูมิเนียม) ผลการดำเนินงานเบื้องต้นพบว่าสามารถดึงขยะกลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลได้มากขึ้น และลดปริมาณขยะที่ต้องส่งไปฝังกลบได้อย่างมีนัยสำคัญ

3. สถิติและเป้าหมายที่ท้าทาย

ปริมาณขยะพลาสติกในไทย: มีประมาณ 2 ล้านตันต่อปี แต่ถูกนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้เพียงประมาณ 25% เท่านั้น

  • เป้าหมาย Roadmap: ไทยตั้งเป้านำขยะพลาสติกเป้าหมายกลับมาใช้ประโยชน์ให้ได้ 100% ภายในปี พ.ศ. 2570 ซึ่ง EPR จะเป็นกลไกหลักที่จะทำให้เป้าหมายนี้เป็นจริงได้

ก้าวต่อไปของธุรกิจไทย

การมาถึงของ EPR ไม่ใช่เพียงการเพิ่มต้นทุน แต่คือการปรับโครงสร้างธุรกิจให้เข้ากับเกณฑ์มาตรฐานโลก หากธุรกิจใดสามารถปรับตัวได้เร็ว โดยการใช้นวัตกรรมออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่รีไซเคิลได้ 100% หรือเข้าร่วมระบบจัดเก็บที่มีประสิทธิภาพ ธุรกิจนั้นจะไม่เพียงแต่ลดความเสี่ยงด้านกฎหมาย แต่ยังจะได้เปรียบในเชิงการแข่งขันในตลาดโลกที่ให้ความสำคัญกับ ESG (Environment, Social, and Governance) อย่างเข้มงวด

ที่มา: https://www.bangkokbiznews.com/sustainability/1214401

No Comments

Sorry, the comment form is closed at this time.

This website uses cookies to improve user experience. By using our website you consent to all cookies in accordance with our privacy policy. เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    เปิดใช้งานตลอด

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • Performance

    Performance cookies are used to see how visitors use the website, eg. analytics cookies. Those cookies cannot be used to directly identify a certain visitor.

บันทึกการตั้งค่า